เมตตาธรรม”  คุณธรรมที่ถูกลืม


โดย  อ.อับดุลลอฮฺ สุไลหมัด

 

เมื่อเอ่ยคำว่า เมตตาธรรม หลายคนบอกว่าเป็นคำที่สะกดง่าย อธิบายให้เข้าใจได้ไม่ยากนัก และหลายคน ก็รู้ดีอีกด้วยว่าคำๆนี้หมายถึง คุณธรรมที่ใครๆก็ยากมียากได้ เพราะจะนำมาซึ่งความสุขสงบและสันติในระดับปัจ เจกบุคคลและสังคม แต่ไฉนเลยคำๆนี้ เมตตาธรรม กับกลาย เป็นคุณธรรมและความดีที่ถูกหลงลืม ดูเหมือน จะเป็นเรื่องที่ทำให้เป็นรูปธรรมได้ยากเย็นที่เดียว ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคำๆนี้ เมตตาธรรม เกือบจะ กลายเป็น เพียงแค่ตำนานและเรื่องเล่าของคนในยุค ผู้คนพากันมองข้ามคุณค่าและความสำคัญของคุณธรรมข้อนี้ และพา กันลื่นไหล ไปตามกระแส ของอนารยะธรรมและอดีตเท่านั้น

ท่ามกลางสังคมที่สับสนวุ่นวาย มีแต่เอารัดเอาเปรียบและชิงดีชิงเด่นแข็งขันกัน คุณธรรมความเมตตาและกรุณา เป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งนัก วัฒนธรรมการแข็งขันและการเอารัดเอาเปรียบ สังคมนี้กำลังข้นแค้นและอัตคัดคุณธรรม ความเมตตากรุณาเป็นที่สุด ความเห็นอกเห็นใจ การให้โอ กาสและให้อภัยเป็นเพียงแค่ตัวอักษรในหนังสือและมี อยู่บ้างกับคนเพียงไม่กี่คน

  رحمة หรือ เมตตาธรรม เป็นคำศัพท์ที่มีระบุไว้ในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานมากมายหลายสิบครั้ง  และคำว่า  رحمة ก็เป็นซิฟะฮ์หรือคุณลัก ษณะอันสัมบูรณ์ของพระองค์อัลลอฮ์ตะอาลาอีกด้วย และคำว่า الرحمن และالرحيم  ที่แปลว่า “ พระผู้ทรงยิ่งในพระกรุณาและพระเมตตา ”  ก็เป็นพระนามอันพิสุทธิ์ของอัลลอฮ์ตะอาลา อีกเช่นกัน رحمة หรือ เมตตาธรรม ถือได้ว่าเป็นคุณธรรมและพระประสงค์ข้อสำคัญสุดของ พระองค์อัลลอฮ์ ในการสถาปนาและแต่งตั้งท่านนาบีมูฮำหมัดมาดำรงตำแหน่งเป็นศาสนทูตของพระองค์สู่ ชาวโลก ดังรับสั่งของ พระองค์อัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า

وَمَا أَرْسَلْنَاكَ إِلَّا رَحْمَةً لِلْعَالَمِينَ

 และเรามิได้มีประสงค์อื่นใดทั้งสิ้นในการแต่งตั้งท่านให้เป็นศาสนทูต นอกจากเพื่อเป็นเมตตาธรรม แก่ชาวโลก

 (บทอัลอันบิยาอ์  โองการที่ 107)

และโดยตำแห่งรอซูลที่อัลลอฮ์ทรงประทานให้ท่านนาบีมูฮำหมัด (ซ็อลลัลลอฮู่อะลัยฮิว่าซัลลัม) ซึ่งถือเป็นฐานา นุศักดิ์อันสูงส่ง ประกอบกับ คุณธรรมที่เพียบพร้อมและลักษณะนิสัยของความมีเมตตากรุณาของท่านรอซูลุล ลอฮ์ (ซ็อลลัลลอฮู่อะลัยฮิว่าซัลลัม) ท่านจึง เป็นเสมือนตัวแทน และสัญลักษณ์แห่งเมตตาธรรม ในรายงานของ อิหม่ามมุสลิม ท่านรอซูลกล่าวว่า

أَنَا مُحَمَّدٌ ... وَنَبِيُّ الرَّحْمَةِ

เราคือมูฮำหมัด เราเป็นนาบีแห่งเมตตาธรรม ” 

(บันทึกโดยมุสลิม)

ในขณะเดียวกันพระองค์อัลลอฮ์ตะอาลาทรงมีรับสั่งแก่ท่านรอซูลุลลอฮ์และบรรดามุอฺมินีนผู้ศรัทธา ให้น้อมนำ เอาคุณธรรมความดีข้อนี้มาปฏิบัติ โดยเคร่งครัด ให้มีจิตใจที่โอบอ้อมอารี มีเมตตากรุณา เห็นอกเห็นใจสงสาร ผู้อื่น โดยเฉพาะมุสลิมและมุอฺมินพี่น้องร่วมศาสนาและหลัก การ อัลลอฮ์ตะอาลาทรงมีรับสั่งว่า

وَاخْفِضْ جَنَاحَكَ لِلْمُؤْمِنِينَ

  และท่านจงลดปีกของท่านให้ต่ำลงต่อบรรดามุอฺมินีนผู้ศรัทธา

(บทอัลหิจร์ โองการที่ 88)

โดยเนื้อหาและนัยยะของโองการรับสั่งนี้ สามารถเข้าใจได้เลยว่านี่คือการสั่งใช้ให้ท่านรอซูลุลลอฮ์และเหล่า ผู้ศรัทธาวางตัวอยู่บนคุณธรรม แห่ง ความเมตตา เกื้อกูลสงสาร และเคารพให้เกียรติผู้อื่น จนเหมือนกับพระองค์ จะบอกให้เอาแม่นกที่คอยโอบกางปีกทั้งสองเพื่อปกป้องลูกนก โอบรัดปีกเพื่อให้ความอบอุ่นและปลอดภัย จนลูกนกสามารถ สัมผัสได้ถึงความรักและความเอาใจใส่ของแม่นกเป็นตัวอย่าง

 และยิ่งไปกว่านั้นอัลลอฮ์ตะอาลายังทรงมีรับสั่งเพื่อเป็นการยกย่องและชมเชยแก่บรรดาซอฮาบะฮ์ของ ท่านรอ ซูลุลลอฮ์ (ซ็อลลัลลอฮู่อะลัย ฮิว่าซัลลัม) โดยพระองค์ตรัสถึงคุณสมบัติความมีเมตตากรุณาและ เคารพให้เกียรติ ซึ่งกันและกันระหว่างบรรดาซอฮาบะฮ์ไว้เป็นประการต้น ๆ เลยทีเดียว  เช่นโองการที่ 29   ในบทอัลฟัตห์  อัลลอฮ์ ตะอาลารับสั่งว่า

مُحَمَّدٌ رَسُولُ اللَّهِ وَالَّذِينَ مَعَهُ أَشِدَّاءُ عَلَى الْكُفَّارِ رُحَمَاءُ بَيْنَهُمْ

 มูฮำหมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์ และบรรดาผู้ที่อยู่ร่วมกับเขาล้วนเป็นที่ผู้เข้มแข็งแกร่งกล้าต่อ บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา อีกทั้ง เป็นผู้มีเมตตาสงสารระหว่างกันเอง   

ท่านรอซูลุลลอฮ์ (ซ็อลลัลลอฮู่อะลัยฮิว่าซัลลัม) ทรงเคยหยิบยกตัวอย่างในลักษณะเปรียบเทียบและชี้นำให้เห็น ว่าคุณธรรมความเมตตากรุณานั้น สมควรหรือจำเป็นที่จะต้องเป็นคุณสมบัติและลักษณะนิสัย ที่ดีของบรรดา ผู้มีศรัทธา โดยเปรียบเทียบให้เห็นว่าความรักใคร่ปองดองและสามัคคีมี เมตตา และสงสารกันของผู้ศรัทธานั้น เสมือนกับว่าเป็น เรือนร่างๆเดียวกัน เมื่ออวัยวะส่วนใดในร่างนั้นได้รับบาดเจ็ดหรือเจ็บป่วยขึ้นก็ย่อยพลอย ทำให้ อวัยวะส่วนอื่นๆต้องพลอยเจ็บปวดและอักเสบไปด้วย และบางทีอาจทำให้เจ็บปวดทั่วทั้งสารพางกายเลยก็ได้

 มุสลิมผู้มีศรัทธาต้องใส่ใจและตระหนักเสมอว่า มุสลิมและมุอฺมินทุกคนเป็นพี่น้องกัน เป็นพี่น้องร่วมศาสนาและ หลักการ ต้องมีเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันและกัน สงสารเอ็นดู ช่วยเหลือกันและกัน เคารพในศักดิ์และสิทธิ์ ซึ่งกันและกัน ให้สมจริงดังคำดำรัสของพระองค์อัลลอฮ์ ตะอาลาที่ว่า

إِنَّمَا الْمُؤْمِنُونَ إِخْوَةٌ

 บรรดามุอฺมินย่อมต้องเป็นพี่น้องกัน

(บทอัลหุญุร็อต โองการที่ 10) 

มุสลิมต้องสังวรเสมอว่าการมีเมตตากรุณาต่อผู้อื่นนั้นเป็นการเมตตาแก่ตนเองไปในเวลาเดียวกันด้วย  เพราะท่าน รอซูลลุลลอฮ์ (ซ็อลลัลลอฮู่ อะลัยฮิว่าซัลลัม )  ทรงเคยพูดกับอุมมะฮ์หรือพสกนิกรของท่านไว้เสมอว่า

اِرْحَمُوْا تُرْحَمُوْا

พวกท่านพึงมีเมตตาต่อผู้อื่นเถิด แล้วพวกท่านจักได้รับกรุณาธิคุณของอัลลอฮ์ตอบแทน 

(บันทึกโดยอะหมัด) 

และหลายครั้งด้วยกันที่ท่านรอซูล (ซ็อลลัลลอฮู่อะลัยฮิว่าซัลลัม) บอกว่าอัลลอฮ์จะทรงมี พระเมตตาและกรุณา ธิคุณโปรดปรานกับเฉพาะบ่าว ผู้มีเมตตากรุณาต่อผู้อื่นเท่านั้น ดังรายงานของท่านอิหม่ามอัลบุคอรีย์และมุสลิม ที่ว่า

إِنَّمَا يَرْحَمُ اللهُ مِنْ عِبَادِهِ الرُّحَمَاءَ

อัลลออ์จะทรงมีพระเมตตา ( เป็นกรณีพิเศษ ) เฉพาะแก่บ่าวของพระองค์ที่มีเมตตากรุณาเท่านั้น

(บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ และมุสลิม)  

ในทางตรงกันข้ามผู้ที่ขาดไร้ซึ่งคุณธรรมความเมตตากรุณาต่อผู้ อื่นย่อมไม่ได้รับความเมตตาและกรุณาของ อัลลอฮ์ตอบแทนเช่นกัน เมื่อไม่เคย คิดที่จะสงสารและเมตตากรุณาต่อผู้อื่นก็สมควรแล้วที่จะไม่ได้รับการเหลียว แลจากอัลลอฮ์ ทั้งนี้เพราะทำตัวอย่างไรก็ย่อมได้รับเช่น นั้น ท่านรอซู ลุลลอฮ์ (ซ็อลลัลลอฮู่อะลัยฮิว่าซัลลัม ) มักจะสอนและมีโอวาทเสมอว่า

مَنْ لاَ يَرْحَمْ لاَ يُرْحَمُ

ผู้ไม่มีเมตตาย่อมไม่สมควรได้รับเมตตา

(บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ และมุสลิม)

และในบางรายงานระบุว่า

ผู้ไม่เมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ อัลลอฮ์ย่อมไม่เมตตาต่อเขาเช่นกัน

 ท่านอิหม่ามอะหมัดและอัตติรมิซีย์รายงาน เพิ่มเติมอีกว่า

ผู้ที่ขาดคุณธรรมความมีเมตตากรุณาต่อผู้อื่น ไม่สามารถอยู่อย่างปกติสุขได้ ”

กล่าวคือผู้ไม่มีนิสัยเมตตากรุณามักเป็น ผู้ที่มีนิสัยใจคอที่โหดเหี้ยมและโหดร้ายขาดสติและการยับยั้งชั่งใจ นิยมที่จะใช้อารมณ์และความรุนแรงจนมองไม่เห็นความทุกข์ร้อนของผู้อื่น จนกระทั่งว่าไม่สามารถที่จะใช้ชีวิต ให้เป็นปกติสุขเหมือนประชา ชนคนทั่วไปได้ ท่านรอซูลุลลอฮ์เรียกคนประเภทนี้ว่า “ ชะกีย์ (   شَقِيٌّ ) หรือ ผู้ไม่มีความสุขในการดำเนินชีวิต แต่สำหรับผู้ที่มีจิตใจเมตตากรุณาต่อผู้อื่นอยู่เสมอ ท่านรอซูลุลลอฮ์ (ซ็อลลัลลอฮู่อะลัยฮิว่าซัลลัม) ก็บอกให้ภูมิใจและเตรียมดีใจไว้ล่วงหน้าได้เลยว่า ด้วยพระประสงค์และพระเมต ตาแห่งอัลลอฮ์ตะอาลา เขาจักต้องได้เป็นผู้โชคดีมีวาสนาได้เข้าสู่ อุทยานสวรรค์บุญสถานที่อุดม และพรั่งพร้อม ไปด้วยความสุขสารพัดนึกที่อัลลอฮ์ ทรงจัดเตรียมไว้เพื่อเป็นการสมนาคุณตอบแทนแก่เขาในความดีมีคุณธรรม และความเมตตากรุณา ท่านรอซูลลุลลอฮ์ (ซ็อลลัลลอฮู่อะลัยฮิว่าซัลลัม)  กล่าวว่า

أَهْلُ الْجَنَّةِ ثَلاَثَةٌ : ... وَرَجُلٌ رَحِيْمٌ رَقِيْقُ الْقَلْبِ لِكُلِّ ذِيْ قُرْبَى وَمُسْلِمٍ

ผู้มีวาสนาเป็นชาวสวรรค์มี 3 คน ( ในจำนวนสามคนนั้น คือ )...... และคนที่มีเมตตาการุน มีจิตใจอ่อน โยนต่อญาติ พี่น้อง และมุสลิมทั่วไป ”

(บันทึกโดยมุสลิม)

 มุสลิมผู้ฉลาดและมีวิสัยทัศน์มองการไกลต้องหมั่นตระหนักและสังวรไว้เสมอว่า คุณธรรมความเมตตากรุณา คือคุณธรรมสูงสุดข้อหนึ่งของ มุสลิมที่ จะละเลยหรือเพิกเฉยอีกต่อไปไม่ได้ เพราะคุณธรรมข้อนี้ผูกพันกับคุณ ธรรมความดีอื่น ๆ อีกมายมาย ความเมตตากรุณาของมนุษย์ที่สา มารถหยิบยื่นและแบ่ง ปันให้กันและกันได้ใน โลกดุนยานี้เป็นเพียงแค่ 1 ใน 100 ส่วนของความเมตตาและกรุณาของอัลลอฮ์ตะอาลาที่ทรงมีและจะ ประทาน ให้ในโลกหน้าอาคิเราะฮ์ เราอย่าเป็นคนโง่ที่หวงแหนและตระหนี่ไม่ยอมแบ่ง ปันความดี 1 ส่วนนี้ให้กับผู้อื่น จนเป็นเหตุให้ต้องสูญเสียและ พลาดความดีเมตตาของอัลลอฮ์อีก 99 ส่วน เราอย่าเป็นผู้ที่หลงประเด็นไปนิยม ชมชอบและเชิดชูสโลแกนหรือข้อความเนื้อเพลงชวนเชื่อต่าง ๆ เช่น “ เมตตาธรรมค้ำจุนโลก ” จนลืมที่จะนึก ถึงคุณธรรมแห่งอิสลามที่สอนเสมอว่า “ พวกท่านพึงมีเมตตาต่อผู้อื่นเถิด แล้วพวกท่านจักได้ รับกรุณา ธิคุณของ อัลลอฮ์เป็นสมนาคุณตอบแทน ”


 


@ เขียนโดย เว็บมาสเตอร์ warasatussunnah.net  E-mail : warasatussunnah@hotmail.com