ฮุก่มของสุรา



 โดย อ.อับดุลลอฮฺ สุไลหมัด

 

การเสพและใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาททำให้เมาหรือขาดสต

ศาสนาอิสลามมีพระบัญญัติห้ามข้องแวะสิ่งเสพติด และสารทุกชนิดที่ออกฤทธิ์กับระบบจิตประสาททำให้มึนเมา, ขาดสติชั่วขณะหรือถาวร ห้ามเสพ,พกพา,จำหน่าย ฯลฯ ศาสนาอิสลามจึงมีนโยบายเรื่องสิ่งเสพติดและสารออก ฤทธิ์ที่ชัดเจน  คือ ทั้งป้องปรามและปราบปราม  อีกทั้ง ยังมีมาตรการลงโทษขั้นเด็ดขาดสำหรับผู้ฝ่าฝืน

อัลค็อมรุ ( خَمْرٌ   ) คือ เครื่องดื่มจำพวกสุรา,เหล้า,ข้าวแช่,เบียร์,ไวน์,บรั่นดี ฯลฯ ในอดีตจะหมายถึงเหล้าหรือสุรา เท่านั้น ในช่วงแรกๆที่ท่านรอซูลมา ประกาศศาสนาอิสลาม การบริโภคดื่มกินเหล้ายังเป็นเรื่องที่มีปฏิบัติกันอย่าง แพร่หลายทั้งในสังคมชาวมักกะฮ์และสังคมอื่นๆ และ อัล-กุรอ่าน ยังไม่ไม่มีบัญญัติห้าม หรือชี้แจงไว้แต่ประการ ใด   และต่อมาในภายหลังจึงมีกาประทานโองการอัล-กุรอานที่เป็นบัญญัติเกี่ยวกับ เรื่องเหล้า,สุรา มาเป็นระยะ ๆ จนในที่สุดอัลกุร-อานก็ประกาศห้ามเรื่องสุรา,เหล้าโดยสิ้นเชิง   ดังมีรายละเอียดและขั้นตอนต่อไปนี้

อัลลอฮ์ทรงประทานโองการอัล-กุรอานที่เป็นบัญญัติเรื่องเหล้า,สุรา ทั้งหมดรวม 4 วาระ คือ

  1. ครั้งแรกที่มีบัญญัติเรื่องเหล้า,สรานั้นเป็นเพียงแค่ชี้แจงหรือพูดในลักษณะชี้นำให้เห็นและรับทราบถึงวิถีชีวิตของประชาชน ในยุคนั้นที่เกี่ยวข้องกับเหล้า

   อัลลอฮ์ทรงมีรับสั่งไว้ในบท อันนะห์ลู่  โองการที่ 67  ว่า

وَمِنْ ثَمَرَاتِ النَّخِيلِ وَالْأَعْنَابِ تَتَّخِذُونَ مِنْهُ سَكَرًا وَرِزْقًا حَسَنًا

"และส่วนหนึ่งจากผลอินทผลัมและองุ่น พวกเจ้านำมาหมักทำสุรา บ้าง และใช้ปัจจัยบริโภคที่ดีบ้าง"

     คือ เมื่อบริโภคแล้วไม่เป็นอันตรายกับร่างกายหรือสติปัญญาเหมือนกับเหล้าอีกทั้งยังสารอาหารที่เป็นประ โยชน์ กับร่างกายอีกต่างหาก

     2. ครั้งที่ 2   พูดในลักษณะชี้แจงให้เห็นถึงผลดีและผลเสียที่เกิดจากสุรา โดยเน้นย้ำถึงผลเสีย

  จากสุราที่มีมากกว่า  อัลลอฮ์ทรงมีรับสั่งว่า 

يَسْأَلُونَكَ عَنِ الْخَمْرِ وَالْمَيْسِرِ قُلْ فِيهِمَا إِثْمٌ كَبِيرٌ وَمَنَافِعُ لِلنَّاسِ وَإِثْمُهُمَا أَكْبَرُ مِنْ نَفْعِهِمَا

"และเมื่อพวกเขาสอบถามเจ้าถึงเรื่องเหล้าและการพนัน เจ้าจงตอบชี้แจงเถิดว่า  ทั้งสองประการมีโทษ (ผลร้าย) มาก   และมีคุณประโยชน์หลายประการแก่มนุษย์   แต่โทษของมันทั้งสองนั้นมากกว่าคุณ ประโยชน์มากมายนัก"  

( บทอัลบะกอเราะฮ์ โองการที่ 219 )

      3 .ครั้งที่ 3 พูดในลักษณะใช้นโยบายป้องปราม แต่ยังไม่ห้ามเด็ดขาด

      โดยสงวนศาสนกิจที่สำคัญๆ เช่น ละหมาด หรือ หวงห้ามศาสนสถาน เช่น อาคารมัสยิดไว้ ไม่ให้ผู้เสพสุรา แล้วมีอาการมึนเมา, ขาดสติเข้า ปฏิบัติพิธีละหมาด หรือเข้า-ออกมัสยิดเป็นต้น  อัลลอฮ์ทรงมีรับสั่งว่า

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آَمَنُوا لَا تَقْرَبُوا الصَّلَاةَ وَأَنْتُمْ سُكَارَى حَتَّى تَعْلَمُوا مَا تَقُولُونَ

    "โอ้บรรดาผู้มั่นในศรัทธาทั้งหลายพวกเจ้าอย่าได้เข้าใกล้พิธีละหมาด  ขณะที่พวกเจ้าอยู่ในอาการ มึนเมา  จนกว่า พวกเจ้าจะรับรู้ถึงสิ่งที่พวกเจ้าเอ่ยพูดออกมา"   

( จากบทอันนิซาอ์   โองการที่ 43  )

      4 .ครั้งที่ 4 สุดท้ายพูดในลักษณะประกาศห้ามอย่างเป็นทางการและโดยเด็ดขาด

     พร้อมทั้งชี้แจงให้เห็นผลเสียที่จะเกิดข้นกับตัวบุคคล,ศาสนาและสังคม   อัลลอฮ์ทรงมีรับสั่งว่า

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آَمَنُوا إِنَّمَا الْخَمْرُ وَالْمَيْسِرُ وَالْأَنْصَابُ وَالْأَزْلَامُ رِجْسٌ مِنْ عَمَلِ الشَّيْطَانِ فَاجْتَنِبُوهُ لَعَلَّكُمْ تُفْلِحُونَإِنَّمَا يُرِيدُ الشَّيْطَانُ أَنْ يُوقِعَ بَيْنَكُمُ الْعَدَاوَةَ وَالْبَغْضَاءَ فِي الْخَمْرِ وَالْمَيْسِرِ وَيَصُدَّكُمْ عَنْ ذِكْرِ اللَّهِ وَعَنِ الصَّلَاةِ فَهَلْ أَنْتُمْ مُنْتَهُونَ

"โอ้บรรดาผู้มั่นในศรัทธาทั้งหลาย ที่จริงแล้วทั้งสุราและการพนันและการเส้นสังเวยบูชาและการเสี่ยง ติ้ว เป็นสิ่งโสมม (อบายมุข)  อันเป็นผลงานจากซาตาน (ชัยฏอน) ดังนั้นพวกเจ้าจงหลีกเลี่ยงให้ไกลเสีย เพื่อพวกเจ้าเองจักได้รับชัย   ที่จริงแล้วซาตาน (ชัยฏอน)  ต้องการเพียงแค่ยุแหย่ให้เกิดความเป็นอริ ศัตรูกัน , ความโกรธเกลียดกันในระหว่างพวกเจ้า  และมันยังคอยแต่จะทำให้ พวกเจ้าหันเหออก จากการระลึกถึงอัลลอฮ์ และการละหมาด   เช่นนี้แล้วพวกเจ้าจะยุติไหม ? "  

(บทอัลมาอิดะฮ์   โองการที่ 90 - 91 )

  อัลค็อมรุ ( خَمْرٌ   ) ในอดีตจะหมายถึงเหล้าหรือน้ำเมาที่เกิดจากการหมักผลไม้เท่านั้น อิหม่ามอัลบุคอรีย์,มุสลิม ,อาบูดาวู๊ด,อัดติรมิซีย์ และผู้ทรงคุณวุฒิอีกหลายท่านบันทึกคำรายงานจากท่านค่อลีฟะฮ์อุมัร เคยกล่าวว่า  “ การห้ามเหล้าในยุคต้นๆมีเฉพาะเหล้าจากการหมักผล องุ่น, อินทผลัม, ข้าวฟ่างข้าวบาร์เลย์ ต่อมา เหล้าคือน้ำเมาและสิ่งที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาททุกชนิด ”  

      ทั้งนี้โดยอาศัยเนื้อความจากฮาดิษของท่านรอซูลบทหนึ่งที่ว่า

كُلُّ مُسْكِرٍ خَمْرٌ وَكُلُّ خَمْرٍ حَرَامٌ

ทุกสิ่งที่ออกฤทธิ์ทำให้มึนเมาถือเป็นเหล้า  และทุกสิ่งที่ถือเป็นเช่นเหล้าย่อมบาปเหมือนกันหมด

    จากบันทึกของ อะหมัด,มุสลิม,อาบีดาวู๊ด,อัดติรมิซีย์และอิบนิมาญฮ

       การดื่มเหล้าและเสพสิ่งออกฤทธิ์ทำให้เมาถือเป็นบาปทุกกรณี ไม่ว่าจะดื่มมากหรือดื่มน้อย เสพมากหรือ เสพน้อย เมาหรือไม่เมา  เพราะท่าน รอซูล ให้ถือการดื่มเสพเป็นเกณฑ์ ท่านรอซูลก่ลาวเป็นโอวาทว่า

إِذَا أَسْكَرَ كَثِيْرُهُ  فَقَلِيْلُهُ حَرَامٌ

เมื่อปริมาณมากทำให้เมาได้ การเสพเพียงน้อยนิด - โดยไม่เมา -ก็เป็นบาปเหมือนกัน 

     จากบันทึกของอะหมัด, อาบีดาวู๊ด,อัดติรมิซีย์และอิบนิมาญฮ

      การดื่มน้ำเมาถือเป็นกระทงความผิดตามกฎหมายอาญาในอิสลาม และอยู่ในประเภทคดีใหญ่ (كبائر   กะบาอิร หรือมหันตโทษ ) เป็นคดีความ ผิดทั้งในโลกดุนยานี้และโลกอาคิเราะฮ์ สำหรับโทษในโลกนี้ ผู้มีอำนาจ ทางตุลาการ เช่น กอดี ( القَاضِيْ ) หรือฮาเก็ม ( الحَاكِمْ ) สามารถดำเนิน คดีและลงโทษได้ มาตรการสำหรับใช้ลง โทษผู้ดื่มหรือเสพสิ่งออกฤทธิ์ทำให้เมาเช่นเหล้าหรือน้ำเมานั้น คือ การเฆี่ยนจำนวน 40 ครั้ง หากไม่หลาบ จำให้ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนถึง 80 ครั้ง ( จะมากหรือน้อยกว่า 80 ครั้งก็ได้ตามความเหมาะสมและเหตุผล และอาจใช้การจำ คุกหรือวิธีอื่นๆด้วยก็ได้ตาม ความเห็นชอบของเจ้าหน้าที่ตุลาการ เช่น การยึดทรัพย์หรือปรับหรือกักบริเวณ เป็นต้น )

    ท่านคอลีฟะฮ์อาลีชี้แจงไว้ว่า

                   جَلَدَ النَّبِيُّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ أَرْبَعِيْنَ ، وَ أَبُوْ بَكْرٍ رَضِيَ اللهُ عَنْهُ أَرْبَعِيْنَ ، وَ جَلَدَ عُمَرُ رَضِيَ اللهُ عَنْهُ ثَمَانِيْنَ ، وَكُلٌّ سُنَّةٌ وّهَذَا أَحَبُّ إِلَيَّ

  สมัยท่านนาบีนั้นลงโทษด้วยการเฆี่ยน 40 ครั้ง สมัยท่านค่อลีฟะฮ์อาบูบักร   ก็เฆี่ยน 40 ครั้ง และ สมัยของท่าน ค่อลีฟะฮ์อุมัรเฆี่ยน 80 ครั้ง ทั้งหมดล้วนเป็นซุนนะฮ์   แต่ข้าพเจ้าประสงค์  (พอใจ) จะเฆี่ยน เพียง  40 ครั้ง ” 

จากบันทึกของมุสลิม และอาบีดาวู๊ด

    ส่วนโทษในโลกอาคิเราะฮ์นั้นมีคำรายงานจากท่านรอซูลไว้อย่างมากมายเช่น

    1 -  ท่านรอซูลกล่าวว่า   ผู้ใดจิบเหล้า หรือดื่มเพียงอึกเดียว อัลลอฮ์จะไม่รับการละหมาดของเขา 3 วัน  ( ทั้งสุหนัตและฟัรฏู )  และผู้ใดดื่มเหล้าหนึ่งจอก ( แก้ว ) อัลลอฮ์จะไม่รับการละหมาดของเขา 40 วัน และผู้ใดติดเหล้าในโลกนี้จนงอมแงม เขาจะต้องดื่มกินน้ำเลือดน้ำหนองของชาวนรก ”

   จากบันทึกของอัดติรมิซีย์,อัดฏ็อบรอนีย์และอัลฮาเก็ม
  

    2  - ท่านรอซูลกล่าวว่า   ผู้ที่ติดเหล้างอมแงม หากเสียชีวิตในสภาพนั้น แน่นอนเขาจะเกิดมาในวันกิ ยามะฮ์เยี่ยงคนบูชาเจว็ด    

จากบันทึกของอะหมัดและอิบนิฮิบบาน
  

    3 - ท่านรอซูลกล่าวว่า    คนดื่มเหล้า, คนกินดอกเบี้ย ,คนยักยอกทรัพย์เด็กกำพร้าและคนเนรคุณ ต่อพ่อแม่ จะไม่ได้เข้าสวรรค์“     

จากบันทึกของอะหมัดและอัลบัซซาร

  บทสรุป

     การเสพและใช้เหล้าหรือสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ทำให้เมาขาดสติทุกชนิดเป็นคดีความผิด (หะรอม) เหล้า คือ ต้นเหตุของอบายมุขและความชั่วร้ายทั้งมวล มีผลร้ายมากกว่าผลดี มีโทษทั้งในโลกนี้และโลกหน้า  ทุกสิ่งที่ ออกฤทธิ์ทำให้เมาขาดสติมีฮู่ก่มเดียวกับเหล้า บาปเหมือนกัน จะกินน้อยกินมากไม่สำคัญ จะเมาหรือไม่เมาไม่ สำคัญ กินน้อยก็บาป กินมากก็บาป ละหมาดไม่ได้ เข้ามัสยิดไม่ได้  หายมึนสร่างเมาแล้วอัลลอฮ์ก็ยังไม่รับ ละหมาดอีกต่างหาก
         

พึงทราบ !!!  และตระหนักให้ดีเถิดว่า !!! ทั้งบุหรี่ , กระท่อม , กัญชา , ยาม้า , ยาบ้า , ฝิ่น , ทินเนอร์ , แลกเกอร์ , ยาอี , ยาเลิฟ , เฮโรอีน , มอร์ฟีน และอื่นๆ อีกมากมายที่แพร่หลายและระบาดในยุคสมัยนี้ ไม่แตกต่างอะไรจาก เหล้าหรือน้ำเมาเลย  จะใช้ดื่ม , ใช้ดมหรือจะใช้อมก็ตาม ถ้ามีผลต่อจิตประสาทออกฤทธิ์ทำให้มึนเมาเคลิ้มเพลิด เพลินไม่สามารถควบคุมอารมณ์สติสัมปะชัญญะ เยี่ยงปกติ ชนได้ เมื่อบริโภคหรือเสพ เป็นจำนวนมาก ๆๆ ดูดมวน เดียวยังไม่เมา แต่ถ้าดูด 10 มวนแล้วเมา มวนเดียวที่ไม่เมาก็บาป และบาปเหมือนเหล้าทุกประการ ศาสนา ไม่พิจารณา ดูตรงจำนวน หากแต่พิจารณาดูตรงพฤติกรรมและความเป็นจริงที่เกิดขึ้น พวกท่านเคยสังเกตไหมว่า ภูเขาลูกใหญ่ๆก็เรียกเขา เขาลูกเล็กๆก็เรียกเขา เล็กใหญ่ไม่สำคัญเพราะเป็นภูเขาเหมือนกัน กินเนื้อหมูหนึ่งคำ ก็เรียกว่ากินเนื้อหมู กินสิบคำร้อยคำหรือจนอิ่มท้องแตกก็เรียกว่ากินเนื้อหมู     สรุปง่ายๆ ก็คือบาปเหมือนๆ กัน

فَهَلْ أَنَْتُمْ مُنْتَهُوْنَ
เช่นนี้แล้ว !!!....... พวกเจ้าจะยุติกันได้ไหม ???
เช่นนี้แล้ว !!!....... พวกเจ้าจะยุติกันได้หรือยัง ???


 


@ เขียนโดย เว็บมาสเตอร์ warasatussunnah.net  E-mail : warasatussunnah@hotmail.com