เมื่ออัลลอฮ์เรียกท่านว่า “ โอ้ผู้ศรัทธา ”
(ตอนที่ 9)



โดย อ.อับดุลลอฮฺ สุไลหมัด

 

ในบทความเมื่ออัลลอฮ์เรียกท่านว่า ” โอ้ผู้ศรัทธา ” ตอนที่ 7-8 ได้นำเสนอโองการลำดับที่  254 และ 264 ซึ่งมีสารัตถะสำคัญมากมายหลายประเด็น เมื่อผู้อ่านสังเกตและพิจารณาจะพบว่าเนื้อหาของโองการทั้ง 2 จะมุ่ง เน้นที่ตัวผู้บริจาคและวิธีการบริจาคเป็นสำคัญ เช่น แจ้งให้ผู้ศรัทธาทราบว่าการ     บริจาคทรัพย์สินบางส่วนจาก ที่อัลลอฮ์ประทานให้เป็นปัจจัยดำรงชีพ(ริษกี)เพื่อทำนุบำรุงและค้ำจุนศาสนา เป็นศาสนกิจและภารกิจอันทรง เกียรติของผู้ศรัทธา ที่ต้องเร่งและรีบกระทำก่อนที่วาระหรือโอกาสสุดท้ายจะมาถึง นั่นคือวันตายและวันกิยามะห์ วันที่ไม่ใช่เวลาและวาระของการทำความดีอีกต่อไป และต้องทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ (อิคลาส) ไม่อวดอ้าง (ริยาอฺ) ไม่มีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์แอบแฝง ไม่มีการลำเลิกบุญคุณและการประสงค์ร้าย เพราะจะทำให้การบริจาคนั้น ๆ เป็นโมฆะ,ไร้ผลและไม่ถูกพิจารณาตอบรับจากอัลลอฮ์

และในโองการที่ 267 นี้ เนื้อหาของโองการเปลี่ยนมากล่าวถึงทรัพย์สินแทน โดยเน้นการระบุถึงลักษณะของ ทรัพย์สินว่า ทรัพย์สินลักษณะใดที่สมควรนำมาบริจาค และลักษณะใดที่ไม่สมควรบริจาค อัลลอฮ์ทรงรับสั่งว่า

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آَمَنُوا أَنْفِقُوا مِنْ طَيِّبَاتِ مَا كَسَبْتُمْ وَمِمَّا أَخْرَجْنَا لَكُمْ مِنَ الْأَرْضِ وَلَا تَيَمَّمُوا الْخَبِيثَ مِنْهُ تُنْفِقُونَ وَلَسْتُمْ بِآَخِذِيهِ إِلَّا أَنْ تُغْمِضُوا فِيهِ وَاعْلَمُوا أَنَّ اللَّهَ غَنِيٌّ حَمِيدٌ

โอ้บรรดาผู้มั่นในศรัทธาเอ๋ย พวกท่านจงบริจาคบางส่วนจากสิ่งที่ดีทั้งหลายที่พวกท่าน ได้ขวนขวาย สะสมไว้ และจากสิ่งที่เราได้ให้ออกมาจากแผ่นดินสำหรับพวกท่าน และพวกท่านอย่าจงใจเอาสิ่งไม่ดี มาบริจาค โดยที่พวกท่านเองก็ไม่ปรารถนารับสิ่งนั้นไว้นอกจากพวกท่านต้องหลับตารับมันเท่านั้น  และจงตระหนักไว้เสมอว่าแท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงรุ่มรวยและทรงคู่ควรแก่สรรเสริญยิ่ง

อััลบะกอเราะฮฺ : 267

ในโองการนี้อัลลอฮ์ทรงรับสั่งใช้ให้มวลบ่าวผู้มั่นในศรัทธาบริจาคทรัพย์สินในหนทางของพระองค์ และทรัพย์สิน ที่ทรงระบุให้บริจาคนั้นก็มิได้มากมายอะไร ทรงใช้ให้บริจาคเพียงแค่บางส่วนของทรัพย์สินทั้งหมดที่ได้ขวนขวาย รวบรวมและสะสมไว้ ไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะเป็นประเภทเงินทองของมีค่า.ผลิตผลทางการเกษตร,ปศุสัตว์,สินค้า ฯลฯ โดยต้องเป็นทรัพย์สินที่ดีหะลาล ไม่ชำรุดเสียหายสามารถใช้ประโยชน์ได้ตามสมควร  จากนั้นทรงห้ามผู้ ศรัทธาจงใจเลือกเอาทรัพย์สินที่ไม่ดี ชำรุดเสียหายใช้ประโยชน์อันใดไม่ได้แล้วมาบริจาค ห้ามเอาสิ่งที่ตัวเอง ไม่ชอบหรือไม่อยากได้มาบริจาค โดยทรงแนะนำเกณฑ์พิจารณาง่ายๆไว้ว่าหากเราต้องเป็นผู้รับทรัพย์สินนั้นเสีย เอง และเราต้องหลับหูหลับตารับ,ต้องเบนหน้าหนีหรือรับอย่างไม่เต็มใจ ก็ไม่เป็นการสมควรเอาทรัพย์นั้นไป บริจาคให้ผู้อื่นด้วยเช่นกัน

ท่านอิหม่ามอัดฏ็อบรีย์,อัลวาหิดีย์และนักวิชาการอีกหลาย ๆ ท่านได้รวบรวมคำรายงานเกี่ยวกับสาเหตุการประ ทานโองการนี้ไว้หลายรายงาน เช่น ท่านคอลีฟะฮ์อาลีกล่าวว่า สาเหตุการประทานโองการคือ มีชายคนหนึ่งเป็น เจ้าของสวนอิทผาลัม เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวชายคนนี้จะแยกผลอินทผาลัมเป็นสองส่วนโดยจะขายอินทผาลัมส่วน ที่ดีให้กับบรรดาพ่อค้าจนหมด และนำส่วนที่ไม่ดีหรือมีตำหนิเสียหายจนจำหน่ายไม่ได้หรือจำหน่ายได้แต่มีราคา ที่ถูกไปจ่ายเป็นซะกาฮ์ เมื่อมีเจ้าหน้าที่ของท่านรอซูลมาเรียกเก็บ หรือนำไปบริจาคเป็นซอดะเกาะห์เมื่อมีคนยาก จนมาขอบริจาค  อัลลอฮ์จึงประทานโองการนี้ลงมา

ในอีกรายงานหนึ่ง ท่านญาบิรอิบนุอับดิลลาฮ์กล่าวว่า สาเหตุการประทานโองการนี้คือ หลังจากที่ท่านรอซูลุล ลอฮ์ได้มีคำสั่งให้บรรดามุสลิมจ่ายซะกาฮ์ฟิฏรฺเป็นอินทผาลัมคนละ 1 ซออฺ ( มาตราตวงประ เภทหนึ่งเทียบนำ หนักได้ประมาณ 2.5 ก.ก. ) ปรากฏว่ามีชายนิรนามคนหนึ่งนำอินทผาลัมชนิดไม่ดีและมีตำหนิมากจนไม่สามารถ บริโภคได้มาแจกจ่ายให้กับคนยากจน   อัลลอฮ์จึงประทานโองการนี้ลงมา

ส่วนท่านอับดุลลอฮ์อิบนุอับบาสรายงานสาเหตุการประทานโองการไว้ว่า มีซอฮาบะฮ์ของท่านรอซูลุลลอฮ์บาง คนซื้ออาหารที่มีราคาถูกๆ และนำมาบริจาคเป็นซอดะเกาะห์แก่คนยากจน อัลลอฮ์จึงประทานโองการนี้ลงมา จากรายงานสาเหตุการประทานโองการที่มีหลายสาเหตุ ทำให้นักวิชาการสรุปว่านัยยะ ของคำสั่งมีผลครอบคลุม ถึงการบริจาคทั้ง 2 ประเภท คือ (1)บริจาคซะกาฮ์ และ(2)บริจาคซอดะเกาะห์

คำว่า “ จงบริจาค ”  นักวิชาการยุคสะลัฟที่ชำนาญศาสตร์ตัฟซีรหลายท่าน เช่น อิหม่ามอัดฏ็อบรีย์,อัลบะฆอวีย์, อัรรอซีย์,อัลกุรฏุบีย์,อิบนุกะษีรและอัชเชากานีย์อธิบายว่า บรรดาซอฮาบะห์ของท่านรอซูลุลลอฮ์และนักวิชาการ ในยุคถัดมาส่วนมากมีความเข้าใจว่า คำสั่งใช้ให้บริจาค “ จงบริจาค ” ในที่นี้มีผลครอบคลุมถึงการบริจาคทั้ง 2 ประเภท คือ (1)บริจาคซะกาฮ์ที่เป็นภาคบังคับ และ(2)บริจาคซอดะเกาะห์ที่เป็นภาคอาสา ทั้งนี้เพราะโดยหลักการ แล้วเมื่อเป็นคำสั่งใช้ให้กระทำ ( اَلأَمْرُ ) จะมีนัยยะและความสำคัญในระดับวาญิบทันที นอกจากจะมีเหตุผลหรือ ปัจจัยอื่น ๆ มาทำให้นัยยะของคำสั่งเปลี่ยนไปจนทำให้ระดับความจำเป็นลดลงเหลือเพียงเป็นแค่สุหนัตเท่านั้น และการบริจาคที่มีความจำเป็นในระดับวาญิบก็คือการบริจาคซะกาฮ์ ท่านคอลีฟะฮ์อาลี, อิบนุอับบาสและมุญาฮิด อธิบายว่า “ รวมถึงการบริจาคซอดะเกาะห์ด้วย ”

และคำว่า  “ จากสิ่ง (ทรัพย์) ที่ดีทั้งหลายที่พวกท่านได้ขวนขวายสะสมไว้ ” “ ทรัพย์ที่ได้ขวนขวาย สะสมไว้ ” ในที่นี้หมายถึงทรัพย์สินประเภท (1)เงินและทอง (2)ปศุสัตว์ เช่น อูฐ. วัว,แพะและแกะ (3)ผลไม้จำพวก อินทผาลัม,ลูกเกด(4)ผลิตผลทางการเกษตร เช่น,ข้าวสาลี,ข้าวฟ่างฯลฯ (5)สินค้า และ(6)ข้าวของเครื่องใช้หรือ ของมีค่าทั่วไป    ไม่ว่าทรัพย์นั้นๆจะได้จากการค้าขาย,ทำธุรกรรม,ใช้แรงงานหรือรับมรดกมาก็ตาม เมื่ออยู่ใน กรรมสิทธิ์อย่างชอบธรรมและถูกต้องแล้วถือว่าเป็นทรัพย์สินที่สะสมไว้ทั้งสิ้น  ส่วนคำว่า “ ทรัพย์ที่ดี “ นั้นหมายถึง ทรัพย์ที่หะลาลได้มาอย่างบริสุทธิ์ชอบธรรมและ อยู่ในสภาพที่ดีพร้อมใช้ประโยชน์  ไม่เสียหายหรือ ชำรุดจนใช้การไม่ได้ เป็นทรัพย์ที่มีมูลค่าและราคาตามสมควร ไม่ใช่สิ่งที่ไร้ค่าจนไม่มีใครอยากได้หรือต้องการ ท่านอับดุลลอฮ์อิบนุอับบาสอธิบายว่า “ นอกจากทรัพย์นั้นจะหะลาลและดีแล้ว สมควรต้องเป็นทรัพย์ที่ แพงและมีมูลค่ามากที่สุด หรือเป็นที่ชื่นชอบและหวงแหนมากที่สุด ”  ดังที่อัลลอฮ์ทรงมีรับสั่งในอีกโอง การว่า

لَنْ تَنَالُوا الْبِرَّ حَتَّى تُنْفِقُوا مِمَّا تُحِبُّونَ

พวกท่านยังจะไม่ได้รับความดีตอบแทนอย่างสมบูรณ์ จนกว่าว่าพวกท่านจะบริจาคจากสิ่งที่พวก ท่านชื่นชอบหวงแหน  ”

บทอาลิอิมรอน โองการที่ 92

คำว่า  “ จากสิ่งที่เราได้ให้ออกมาจากแผ่น “  หมายถึง ผลไม้และผลิตผลทางการเกษตร เช่น อินทผาลัม, ลูกเกด,ข้าวฟ่าง,ข้าวสาลีฯลฯ ทั้งนี้ให้รวมถึงแร่ธาตุต่างๆและของมีค่าที่คนโบราณฝังเก็บไว้ด้วย

คำว่า  “ และพวกท่านอย่าจงใจเอาสิ่งไม่ดีมาบริจาค “ หมายถึง ห้ามผู้บริจาคจงใจเอาทรัพย์สินที่ไม่ดี,ชำรุด เสียหายใช้ประโยชน์ไม่ได้มาบริจาค ข้อห้ามนี้เฉพาะกรณีการตั้งใจหรือเจาะจงเลือกเอาแต่เฉพาะสิ่งที่ไม่ดีเท่านั้น มาบริจาค เช่น บริจาคเฉพาะสิ่งของที่ชำรุดเสียหายจนใช้การไม่ได้แล้วล้วน ๆ แต่หากบริจาคสิ่งของบางประเภท ที่มีทั้งดีและไม่ดีปะปนคละเคล้ากันไป และโดย ไม่จงใจหรือเจตนาให้มีของไม่ดียัดไส้และแทรกปนกับของดี ก็ถือว่าไม่อยู่ภายใต้ข้อห้ามนี้

การบริจาคที่ดีสุดและประเสริฐสุดคือบริจาคแต่เฉพาะสิ่งที่ดีและมีมูลค่าราคาและเป็นสิ่งที่ชื่นชอบและหวงแหน เพราะจะเป็นที่พอพระทัยของอัลลอฮ์และมีผลกุศลตอบแทนมากที่สุด ดังที่ได้กล่าวมาก่อนหน้านี้แล้ว ในบันทึก ของอิหม่ามอัลบุคอรีย์และมุสลิมรายงานว่า ท่านเซดบุตรหาริษะห์ (อดีตบุตรบุญธรรมของท่านรอซูล) มีม้าใน ครอบครอง 1 ตัวชื่อสะบัล เป็นม้าที่มีรูปร่างสง่าและงดงามมาก มีพ่อค้าและบรรดาขุนพลนักรบสนใจขอซื้อม้า ด้วยสนนราคาที่แพงที่สุด แต่ท่านเซดไม่ยอมขายให้ เพราะเป็นม้าที่รักและหวงมากที่สุด วันหนึ่งท่านเซดได้นำมา ตัวนั้นมามอบให้ท่านรอซูลและบอกว่า

“ ม้าตัวนี้ ข้าพเจ้ารักมันมากที่สุด ข้าพเจ้าขอบริจาคและยกให้เป็นทรัพย์เพื่อศาสนาของอัลลอฮ์     ท่านรอซูลจึงกล่าวตอบว่า ” อัลลอฮ์ทรงพิจารณาตอบรับการบริจาคของท่านแล้ว ”

ท่านอาบูฏ็อลฮะห์ซอฮาบะห์ของท่านรอซูลอีกคนหนึ่ง เป็นเกษตรกรที่มีสวนอิทผาลัมมากและใหญ่ที่สุดในเมือง มะดีนะห์ มีสวนอินทผาลัมที่ชือ ”บัยรุฮาอฺ” เป็นสวนที่รักและหวงแหนมาก เพราะเป็นสวนที่อุดมสมบูรณ์และ ให้ผลผลิตมากที่สุด อีกทั้งยังมีบ่อที่มีน้ำที่ใสบริสุทธิ์ไหลเต็มอยู่ตลอดเวลา หลายครั้งท่านรอซูลได้เข้าไปดื่มกิน และใช้น้ำจากบ่อในสวนบัยรุฮาอฺนี้ เพราะสวนอยู่ติดด้านกิบละห์ของมัสยิดจึงใกล้กับบ้านและห้องของท่านรอซุล วันหนึ่งท่านอาบูฏ็อลฮะห์ได้ มาพบและกล่าวกับท่านรอซูลว่า “ ข้าพเจ้ามีสวนชื่อบัยรุฮาอ์ เป็นสวนที่ข้าพเจ้า รักและหวงแหนมากที่สุด ข้าพเจ้าขอบริจาคและยกมันให้เป็นซอดะเกาะห์เพื่ออัลลอฮ์ ” ท่านรอซูลจึง ตอบว่า ” นั่นแหละ คือทรัพย์ที่มีกำไร ”  บันทึกโดยอัลบุคอรีย์และมุสลิม    คำว่า “ มีกำไร ” หมายถึง  มีผลบุญตอบแทนให้มากกว่า และแตกต่างจากทรัพย์ที่บริจาคไปโดยมิได้รักหรือหวงแหนเสียดาย  ท่านรอซูลุล ลอฮ์กล่าวว่า

مَا تَصَدَّقَ أَحَدٌ بِصَدَقَةٍ مِنْ طَيِّبٍ - وَلاَ يَقْبَلُ اللَّهُ إلاَّ الطَّيِّبَ - إلاَّ أَخَذَهَا الرَّحْمَنُ بِيَمِينِهِ وَإِنْ كَانَتْ تَمْرَةً فَتَرْبُو فِي كَفِّ الرَّحْمَنِ حَتَّى تَكُونَ أَعْظَمَ مِنْ الْجَبَلِ كَمَا يُرَبِّي أَحَدُكُمْ فَلُوَّهُ أَوْ فَصِيلَهُ

ไม่ว่าบุคคลใดก็ตามที่บริจาคซอดะเกาะห์จากสิ่งที่ดี  - และอัลลอฮ์จะไม่ทรงพิจารณาตอบรับนอกจาก สิ่งที่ประเสริฐเท่านั้น - นอกเสียจากว่าพระเจ้าผู้ทรงเมตตาจะรับทานนั้นไว้ด้วยพระหัตถ์ขวาของ พระองค์ และหากว่าทานนั้นเป็นอินทผาลัม มันจะเติบใหญ่อยู่ในอุ้งพระหัตถ์ของพระองค์จนกระทั่งมี ขนาดที่ใหญ่กว่าขุนเขาเสียอีก เหมือนกับที่คนหนึ่งในหมู่พวกท่านเลี้ยงดูลูกม้าของเขาให้เติบใหญ่ นั่นเอง

บันทึกโดยอะหมัด,มุสลิมและอัดติรมิซีย

ส่วนการบริจาคแต่เฉพาะสิ่งที่ไม่ดี ชำรุดเสียหายหมดแล้ว ถือเป็นการบริจาคที่ต่ำสุด เป็นอกุศลไม่มีความดี ตอบแทน และอัลลอฮ์ทรงไม่พอพระทัยอย่างยิ่ง  ในช่วงท้ายของโองการอัลลอฮ์ทรงรับสั่งเตือนให้ผู้ศรัทธา สำนึกไว้เสมอว่า

“ และจงตระหนักไว้เสมอว่าแท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงรุ่มรวย และทรงคู่ควรแก่สรรเสริญยิ่ง

หมายความว่า พระองค์ทรงมั่งคั่งและรุ่มรวย ทรงมีพระกรุณาและพระเมตตาต่อพวกท่านอย่างหาที่เปรียบได้ ทรงประทานปัจจัยสำหรับดำรงชีพให้แก่พวกท่าน และการที่พระ องค์ทรงรับสั่งให้พวกท่านเสียสละและบริจาค ทรัพย์สินบางส่วนที่อยู่ในกรรมสิทธิ์ครอบครอง ของพวกท่านในหนทางของพระองค์และเพื่อทำนุบำรุงค้ำจุน ศาสนานั้น หาได้เป็นเพราะพระองค์ทรงมีความต้องการและจำเป็นต้องอาศัยทรัพย์สินของพวกท่านแต่อย่างใด ทั้งสิ้น

หากแต่เพื่อทดสอบความมีอีหม่านศรัทธา,ความรักและความเสียสละของพวกท่านที่มีต่อพระองค์เท่านั้น เพราะ เมื่อพวกท่านเสียสละและบริจาคด้วยจิตศรัทธา พระองค์จะทรงสมนาคุณตอบแทนความดีให้กับพวกท่านอย่าง มากมายมาก กว่าสิ่งที่พวกท่านบริจาคไปหลายๆเท่า และหากพวกท่านไม่เสียสละบริจาคในหนทางของพระองค์ ก็มิได้ทำให้พระองค์ทรงเดือดร้อน เพราะพระองค์ทรงมั่งคั่งรุ่มรวยและมีผู้ที่เทิดทูนสรรเสริญ พระองค์อยู่ตลอด เวลาและอย่างมากมาย และผู้ที่จะเดือดร้อนจริงๆก็คือพวกท่านทั้งหลายต่างหาก ที่เอาแต่ได้ฝ่ายเดียวไม่ยอมเสีย สละบริจาค ไม่สนองรับสั่งของพระองค์ ไม่น้อมรับความปรารถนาดีต่อพวกท่าน

สารัตถะสำคัญจากโองการโดยสรุป

1.การบริจาคทานในหนทางของอัลลอฮ์เป็นศาสนกิจและภารกิจอันทรงเกียรติของผู้มีศรัทธาทุกคน

2.ทรัพย์ที่จะนำมาบริจาคต้องเป็นทรัพย์ที่หะลาลได้มาอย่างบริสุทธ์และชอบธรรม ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด เช่น ด้วยการค้าขาย การใช้แรงงาน หรือการรับมรดกตกทอด

3.ทรัพย์ที่จะนำมาบริจาคต้องอยู่ในสภาพดี ไม่ชำรุดเสียหาย และสมควรเป็นทรัพย์ที่มีคุณค่าและมูลค่าตาม สมควร

4.ทรัพย์ที่สามารถนำมาบริจาคได้นั้นมีหลายประเภท เช่น เงินและทอง,ปศุสัตว์,สินค้า,ผลไม้,ผลิตผลทาง การเกษตร,และข้าวของเครื่องใช้หรือของมีค่าทั่วไป    

5.การบริจาคทานที่ประเสริฐสุดและมีผลบุญตอบแทนมากที่สุด คือการบริจาคทรัพย์หรือสิ่งที่รักและชื่นชอบ, หวงแหนและมีมูลค่าราคาแพงที่สุดอย่างเต็มใจ

6.การบริจาคที่ต่ำสุดและไม่มีผลบุญตอบแทน คือการบริจาคทรัพย์ที่ไม่ดี,ชำรุดเสียหาย ใช้ประโยชน์ไม่ได้ ไม่มีผู้ใดอยากได้ แม้กระทั่งผู้บริจาคเองก็ไม่ปรารถนาจะเป็นผู้รับนอกจากต้องหลับหูหลับตารับอย่างไม่เต็มใจ

7.ห้ามจงใจบริจาคทรัพย์ที่ไม่ดีล้วนๆ แต่อนุญาตให้บริจาคทรัพย์ที่มีส่วนที่ดีและไม่ดีปะปนกันได้ โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องไม่มีเจตนาเอาสิ่งที่ไม่ดีมาสอดแทรกลงไป เพื่อจะได้เก็บของที่ดีเอาไว้เสียเอง

8.อัลลอฮ์ทรงเป็นผู้ประเสริฐ พระองค์จะไม่พิจารณาตอบรับนอกจากสิ่งที่ประเสริฐเท่านั้น

9. อัลลอฮ์ทรงรุ่มรวยและทรงคู่ควรแก่สรรเสริญยิ่ง


 ย้อนกลับ ตอนที่ 8                                                                                               ถัดไป ตอนที่ 10

 


@ เขียนโดย เว็บมาสเตอร์ warasatussunnah.net  E-mail : warasatussunnah@hotmail.com วันที่ 11 พฤศจิกายน 55 เวลา 21.30 น.