เมื่ออัลลอฮ์เรียกท่านว่า “ โอ้ผู้ศรัทธา ”
(ตอนที่ 8)



โดย อ.อับดุลลอฮฺ สุไลหมัด

 

บทความ เมื่ออัลลอฮ์เรียกท่านฯ ” ในอันดับที่ผ่านมาได้มีโอกาสนำเสนอความหมายของโองการลำดับที่ 254  ซึ่งพระองค์อัลลอฮ์ทรง มีรับสั่งให้มวลบ่าว ผู้ศรัทธาทุกคนญิฮาดเสียสละเพื่อพระองค์และ ในหนทางของ พระองค์ ( سبيل الله ) โดยการบริจาคทรัพย์สินบางส่วนที่ พระองค์ทรงประทาน ให้เป็นปัจจัยสำหรับ ดำรงชีพ เพื่อค้ำจุนและเชิดชูศาสนาให้คงอยู่ตลอดไปอย่างสมเกียรติ ก่อนที่วันตายซึ่งเป็นโอกาสสุด ท้ายจะมาถึง และก่อนที่วันกิยามะห์ วันแห่งการพิพากษา จะเกิดขึ้น เพราะวันนั้นจะไม่มีการประกันตัวหรือไถ่ตัว  ไม่มีการเป็น มิตร  และไม่มีการ ช่วยเหลือสงเคราะห์ใด ๆ ทั้งสิ้น

 จากนั้นพระองค์อัลลอฮ์ทรงรับสั่งชี้แจงถึงกุศลและความดีอันมากมายที่พระองค์จะทรงประ ทานสมนาคุณและ ตอบแทนแก่ผู้ที่เสียสละและ บริจาค ในหนทาง ของพระองค์โดยทรงอุปมาเปรียบ ผู้บริจาคทรัพย์สินในหนทาง ของพระองค์กับเมล็ดพืชที่สมบูรณ์หนึ่งเมล็ดที่ผลิงอกแตกออก เป็น 7 รวง และในแต่ละรวง มี 100 เมล็ด รวมเป็น 700 เมล็ด  ซึ่งหมายความว่า เมื่อบริจาคเงินจำนวนหนึ่งบาท  ผู้บริจาคจะได้รับกุศลตอบแทน เทียบเท่าถึง 700 บาทหรือมากกว่านั้น ทั้งนี้เพราะ อัลลอฮ์นั้นทรงรุ่มรวยและทรงไพศาลยิ่งและพระองค์ทรงยินดีประทานเพิ่มพูน แก่ผู้ที่พระองค์ ทรงประสงค์เสมอ     

และเป็นที่ทราบดีสำหรับผู้ศรัทธาทุกคนอีกว่า การทำความดีนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพราะความดีนั้นมีให้ทำอย่าง มากมายและอย่างหลาก หลาย สามารถทำได้ตลอดเวลาแต่การทำความดีเพื่อให้ได้รับความดีหรือผลบุญ ตอบแทนนั้นต่างหากที่เป็น เรื่องยาก เพราะมีหลายคน ที่ทำความดีแล้วแต่ก็ยังไม่ได้รับความดี หรือผลบุญ ตอบแทน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะความไม่บริสุทธิ์ใจหรือเกิดการขาดตกบกพร่องในส่วนที่เป็น ข้อบังคับ (รู่ก่น) หรือสาเหตุอื่นๆก็เป็นได้ และการเก็บรักษาความดีที่มีอยู่แล้วหรือที่ได้จากการทำความดีมาแต่ครั้งอดีต ให้อยู่ติดตัว ตลอดไปจนตายนั้นยิ่งเป็นสิ่งที่ยากเย็นยิ่งกว่า   ดังนั้นในโองการลำดับที่ 264 นี้ อัลลอฮ์จึง ทรงมีรับสั่งเตือนให้ผู้ศรัทธาทุกคนได้รักษา ผลบุญและความดีของการบริจาคไว้  อย่าทำลายและผลาญผลงาน ของตัวเอง ด้วยน้ำมือหรือฝีมือของตัวเองโดยเด็ดขาด   พระองค์อัลลอฮ์ทรง มีรับสั่งว่า

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آَمَنُوا لَا تُبْطِلُوا صَدَقَاتِكُمْ بِالْمَنِّ وَالْأَذَى كَالَّذِي يُنْفِقُ مَالَهُ رِئَاءَ النَّاسِ وَلَا يُؤْمِنُ بِاللَّهِ وَالْيَوْمِ الْآَخِرِ فَمَثَلُهُ كَمَثَلِ صَفْوَانٍ عَلَيْهِ تُرَابٌ فَأَصَابَهُ وَابِلٌ فَتَرَكَهُ صَلْدًا لَا يَقْدِرُونَ عَلَى شَيْءٍ مِمَّا كَسَبُوا وَاللَّهُ لَا يَهْدِي الْقَوْمَ الْكَافِرِينَ

โอ้บรรดาผู้มั่นในศรัทธาเอ๋ย พวกท่านจงอย่าทำให้การบริจาคทานของพวกท่านเป็นโมฆะ  (ไร้ผล) ด้วยการลำเลิกและการ ประสงค์ร้าย  เหมือนกับผู้ที่บริจาคทรัพย์ของเขาเพื่ออวดอ้างผู้คน และโดยมิ ได้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และวันปรโลก อุปมาเขาผู้นั้น เปรียบได้เช่นกับก้อนหิน ที่ลื่นเกลี้ยงมีฝุ่นจับติด อยู่บน มันจากนั้นมีฝนตกหนักลงบนมันแล้วทิ้งมันไว้ในสภาพที่ลื่นเกลี้ยงดังเดิม พวกเขาไม่สามารถ ครอบครอง สิ่งใดทั้งสิ้นจากสิ่งที่เคยสะสมไว้  และอัลลอฮ์จะไม่ทรงชี้นำแก่ชนผู้ปฏิเสธศรัทธาอย่าง แน่นอน    

จากการศึกษาพิจารณาถึงจุดประสงค์ (หรือหิกมะฮ์) ของการประทานพระธรรมบัญญัติว่าด้วยเรื่อง การบริจาคทาน ภาคบังคับ (ซะกาฮ์ ) และภาคอาสา (ซอดะเกาะฮ์) จะพบว่าจุดประสงค์สำคัญของการบริจาคทานมี 2 ประการ คือ

(1) จุดประสงค์เชิงรูปธรรม เช่น เพื่อเป็นการหยิบยื่นความช่วยเหลือด้านวัตถุแก่  ผู้ยากไร้และขาดโอกาส และ

(2) จุดประสงค์เชิงนามธรรม  เช่น เพื่อเป็นการขัดเกลาจิตใจให้สะอาดผุดผ่อง ขจัดกิเลศความตระหนี่ถี่เหนียว รักการเสียสละและความเอื้อเฟื้อ เจือจุนแก่บุคคลรอบข้างและอื่นๆ

ดังนั้นการบริจาคทานที่เกิดขึ้นจากความบริสุทธิ์ใจและเป็นไปตามจุดประสงค์ทั้ง 2 ประการ ย่อมก่อให้เกิดมรรค ผลและกุศลความดีอันมาก มาย ทั้งแก่ผู้บริจาค ที่เป็นมือบนและผู้รับบริจาคที่เป็นมือล่าง กล่าวคือ ผู้บริจาคได้ขัด เกลาจิตใจตนเองให้บริสุทธิ์ รู้สึกอิ่มเอมและภูมิใจ ที่ได้ ทำบุญบริจาค,และมีความสุขที่ได้เป็นมือบน ได้ขจัดนิสัย ความตระหนี่ถี่เหนียวซึ่งเป็นกิเลศอย่างหนึ่งให้หมดจากตัว และผู้ยากไร้อนาถาก็ได้รับ การช่วยเหลือเจือจุนอย่าง เป็นรูปธรรมและอย่างจริงจังมากขึ้น มีปรากฏในอัลกุรอานว่าพระองค์อัลลอฮ์ทรงห้ามผู้ศรัทธาทุกคน ผลาญ ทำลาย ผลงานที่เป็นกุศลกรรมต่าง ๆ โดยเด็ดขาด โดยพระองค์ทรงรับสั่งว่า

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آَمَنُوا أَطِيعُوا اللَّهَ وَأَطِيعُوا الرَّسُولَ وَلَا تُبْطِلُوا أَعْمَالَكُمْ

“ โอ้บรรดาผู้มั่นในศรัทธาเอ๋ย พวกท่านจงภักดีเชื่อฟังอัลลอฮ์และจงภักดีเชื่อฟังท่านศาสนทูต และพวกท่านอย่าทำให้ผลงานของ พวกท่านเป็นโมฆะ ( ไร้ผล )  

และการบริจาคทานทุกประเภทก็เป็นศาสนกิจหรืออิบาดะห์ที่มีภาคผลตอบแทน ในโองการลำดับที่ 264 นี้ทรงรับ สั่งห้ามผู้ศรัทธาผลาญ ทำลายกุศลความดี ของการบริจาคทาน เป็นการเฉพาะ เพราะทานที่ถูกทำลายย่อมเป็น โมฆะ,ไร้ค่าและไร้ผล ไม่เกิดเป็นประโยชน์ใด ๆ ทั้งเชิง รูปธรรมและนามธรรม และสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้การ บริจาคทานไร้ค่า,ไร้ประโยชน์ไม่ได้รับการตอบแทนและความพอพระทัยจาก  อัลลอฮ์นั้น คือการมีเจตนาที่ไม่ บริสุทธิ์ โดยในโองการนี้ได้ระบุไว้ 2 ประเด็นด้วยกัน คือ (1) การลำเลิกบุญคุณ  และ (2 )การประทุษร้าย

การลำเลิกบุญคุณ คือ การกล่าวตัดพ้อต่อว่าโดยยกเอาบุญคุณความดีของการบริจาคที่ตนทำไว้กับอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อให้สำนึกถึงบุญคุณที่ตนมีอยู่กับผู้นั้น เช่นพูดว่า “ ถ้าไม่ได้เงินบริจาคของฉัน คุณคงอดตายไปนานแล้ว  หรือ   ที่คุณมีกินลืมตาอ้าปากได้ทุกวันนี้ก็เพราะ เงินช่วยเหลือของฉัน “ หรือท้าวทวงให้ ทดแทน บุญคุณ เช่นให้ผู้รับบริจาคทำงานชดเชยตอบแทนบุญคุณภายหลังโดยอ้างถึงบุญคุณ ที่เคยมีให้ในอดีต การลำ เลิกบุญคุณนอกจากเป็นสาเหตุทำให้การบริจาคไร้ค่าเป็นโมฆะแล้ว ยังถือว่าเป็นบาปใหญ่หรือมหันต์โทษ (كَبَائِرُ ) อีกด้วย ท่านรอซูลุลลอฮ์กล่าวว่า อัลลอฮ์จะทรงไม่สนพระทัย ต่อผู้ลำเลิกบุญคุณและจะทรงพิจารณาลงโทษ เขาอย่างสาสมในวันกิยามะฮ์

ثَلاَثَةٌ لاَ يُكَلِّمُهُمُ اللهُ يَوْمَ الْقِيَامَةِ وَلاَ يَنْظُرُ إِلَيْهِمْ وَلاَ يُزَكِّيْهِمْ وَلَهُمْ عَذَابٌ أَلِيْمٌ : اَلْمُسْبِلُ إِزَارَهُ ،
وَالْمَنَّانُ الَّذِيْ لاَ يُعْطِيْ شَيْئًا إِلاَّ مَنَّهُ ، وَالْمُنْفِقُ بِالْحَلْفِ الْكَاذِبِ
.

” บุคคล 3 ประเภทต่อไปนี้ ในวันกิยามะห์อัลลอฮ์จะไม่ทรงสนทนาด้วย, ไม่ทอดพระเนตร, ไม่ประทาน อภัยให้ และพวกเขาจะได้รับ การลงโทษอันแสนทรมาน (1) บุรุษสวมชุดยาวกรอมเท้า (2) ผู้ลำเลิกบุญ คุณ ซึ่งทุกครั้งที่บริจาคมักจะลำเลิกเสมอ และ(3)พ่อค้าที่สา บานเท็จ เพื่อให้จำหน่าย สินค้าคล่อง ”

บันทึกโดยมุสลิม 

การบริจาคทานที่จะได้รับความพอพระทัยและการตอบแทนจากอัลลอฮ์นั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของความบริสุทธิ์ ใจ, ไม่มีเจตนาอื่น ๆ ที่ ไม่บริสุทธิ์แอบแฝงและด้วยความตักวาสำรวมตนต่ออัลลอฮ์  เพราะอัลลอฮ์จะทรงรับ พิจารณาและตอบแทนเฉพาะของผู้ที่สำรวมยำเกรงและ บริสุทธิ์ใจเท่านั้น ดังที่ทรง รับสั่งถึงกรณี ของฮาบีลบุตร ชายของนาบีอาดัม ซึ่งอัลลอฮ์ทรงพิจารณาตอบรับการพลีทานของเขาว่า

قَالَ إِنَّمَا يَتَقَبَّلُ اللَّهُ مِنَ الْمُتَّقِينَ

” เขาจึงกล่าวว่า อัลลอฮ์จะทรงพิจารณาตอบรับจากเฉพาะผู้มีความยำเกรงเท่านั้น”

บทอัลมาอิดะฮ์ โองการที่ 27

ดังนั้นผู้บริสุทธิ์ใจคือผู้ที่บริจาคโดยไม่ต้องการคำขอบคุณหรือคำสรรเสริญเยินยอจาก  ผู้หนึ่งผู้ใดมุ่งหวังเพียง ความพอพระทัยและการตอบแทนของอัลลอฮ์ เท่านั้น ไม่ประสงค์ให้เป็นที่รับรู้ของผู้ใดทั้งสิ้น ถึงขนาดว่ามือซ้าย ของตนเองก็ยังไม่รู้เลยว่ามือขวาได้หยิบยื่นบริจาคอะไรออก ไปบ้าง อัลลอฮ์ทรงกล่าวถึงผู้ทรง คุณธรรมที่ บริสุทธิ์ใจในการบริจาคว่า

وَيُطْعِمُونَ الطَّعَامَ عَلَى حُبِّهِ مِسْكِينًا وَيَتِيمًا وَأَسِيرًا * إِنَّمَا نُطْعِمُكُمْ لِوَجْهِ اللَّهِ لَا نُرِيدُ مِنْكُمْ جَزَاءً وَلَا شُكُورًا

 ” และพวกเขา (คือผู้มีคุณธรรม) ให้อาหารแก่ผู้ยากไร้,เด็กกำพร้าและเชลย ด้วยความรักที่มีต่อพระองค์ (พวกเขาจะกล่าวว่า) เราให้ อาหารแก่พวกท่าน เพื่อพระภักต์ของอัลลอฮ์เท่านั้น (คืออย่างบริสุทธิ์ใจ) เราไม่ปรารถนาการตอบแทนและคำขอบคุณจากพวกท่าน แต่ประการใดทั้งสิ้น ”  

บทอัลอินซาน โองการที่ 8-9    

 นักปราชญ์ในอดีตเคยพูดเปรียบเปรยผู้บริจาคที่ชอบลำเลิกบุญคุณว่า เหมือนคนที่พูดว่าจะปล่อยแพะปล่อยแกะ ให้เป็นอิสระ แต่มือยังถือเชือก ล่ามคอแพะ เอาไว้แน่น แน่นอนแพะตัวนั้นย่อมไม่สามารถเดินไปไหนมาไหนได้ โดยอิสระ เพราะยังโดนเชือกล่ามที่คออยู่ เช่นเดียวกับทรัพย์ที่ บริจาคและยกให้เป็นของ ผู้อื่นไปแล้ว ถ้ายังมีการ ท้าวทวงเอาบุญเอาคุณอยู่  ผู้ที่รับบริจาคทรัพย์นั้นไปก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพย์ได้อย่างอิสระ

 ส่วน ( اَلأَذَى ) การประทุษร้ายหรือประสงค์ร้าย คือ การใช้วาจาหรือกริยาที่กระทบกระเทือนต่อความรู้สึกทางจิตใจ หรือเสียหายแก่ร่างกาย และศักดิ์ศรี ของผู้รับบริจาคหรือผู้อื่น การประทุษร้ายด้วยวาจา เช่น ใช้คำพูดดูถูกเหยียด หยามและประจานผู้ขอรับบริจาคว่า “ เจ้ายาจก, เจ้าขอ ทาน, พวกขยะสังคม พวกเอาแต่แบมือขอ ”  และ การประทุษร้ายด้วยกิริยา เช่น แสดงความรังเกลียดผู้รับบริจาคด้วยการขว้างหรือโยนเงิน บริจาคให้หรือเลือก เอาแต่ทรัพย์ที่ หมดสภาพชำรุดใช้ประโยชน์ไม่ได้แล้วมาบริจาคเป็นต้น.

อัลลอฮ์ทรงชี้แจงให้ผู้ศรัทธาทราบในลำดับต่อมาว่า ผู้ที่บริจาคแล้วลำเลิกบุญคุณหรือบริจาคโดยมีประสงค์ร้าย นั้น ไม่แตกต่างอะไรกับผู้ที่บริจาคด้วยความโอ้อวด เพราะต่างก็มีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์และไม่เชื่อศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และวันปรโลกอย่างแท้จริง และทรงอุปมาเปรียบเทียบผู้ที่บริจาคทรัพย์สินออกไปและได้แต่ความสูญเปล่า กลับมา ไม่มีความดีใด ๆ เก็บติดตัวไว้ได้เลยนั้น เหมือนกับก้อนหินที่กลมเกลี้ยงเป็นมันวาบวับ ที่มักจะมีฝุ่นและ ผงละอองปลิวมาจับติดอยู่เสมอ และเมื่อมีสายฝนตกลงบนก้อนหินนั้นมันย่อมชะล้างฝุ่นและผงละอองนั้นออก จากก้อนหินจนหมดเกลี้ยง โดยที่หินก้อนนั้นไม่มีโอกาสได้ประโยชน์จาก ฝุ่นและผงละอองแต่อย่างใด ดังนั้นผู้ บริจาคที่มีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ ลำเลิกบุญคุณ หรือมีประสงค์ ร้ายต่อผู้อื่น ย่อมไม่ได้รับการพิจารณาตอบแทน ความดีจากอัลลอฮ์ การบริจาคจึงเป็นเพียงความสูญเปล่าสมจริงดังที่ทรงรับสั่ง ไว้ว่า “ พวกเขาไม่สามารถ สามารถครอบครองสิ่งใดทั้งสิ้นจากสิ่ง ที่เคยสะสมไว้  ” ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังจะต้องถูกพิจารณาลงโทษ ในโลกหน้าอีกด้วย

อัลลอฮ์ทรงรับสั่งเตือนและแนะนำวิธีการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องชอบธรรม เมื่อไม่ประสงค์หรือไม่สะดวกที่จะ บริจาคหรือให้ความช่วยเหลือ ผู้อื่นโดยให้งดการ ใช้วาจา ที่ทิ่มแทงและทำร้ายความรู้สึกของผู้ขอ รับบริจาค แต่ให้ใช้วาจาที่สุภาพให้เกียรติและรักษาน้ำใจแทน  อัลลอฮ์ทรง รับสั่งใช้ไว้ว่า

وَإِمَّا تُعْرِضَنَّ عَنْهُمُ ابْتِغَاءَ رَحْمَةٍ مِنْ رَبِّكَ تَرْجُوهَا فَقُلْ لَهُمْ قَوْلًا مَيْسُورًا

” และหากเจ้าจำต้องหันหลังให้แก่พวกเขา (ผู้ขอรับความช่วยเหลือ) เพราะเจ้าเองก็ยังต้องแสวงหาความ เมตตา (ริษกี) ของอัลลอฮ์ ด้วยเช่นกัน (เพราะอัตคัดขาดแคลนเหมือนกัน) ดังนั้นเจ้าจงกล่าวกับพวกเขา ด้วยถ้อยคำที่สุภาพนุ่มนวลเถิด ”

 บทอัลอิสรออฺ โองการที่ 28   

การใช้วาจาที่สุภาพอ่อนโยนเหมาะสมและรักษาน้ำใจและความรู้สึกที่ดีของผู้ขอรับบริจาค หรือขอความช่วย เหลือนั้นมีกุศลและความดีตอบ แทนให้ และดีกว่าการบริจาคหยิบยื่นความช่วยเหลือที่ติดตามด้วยการลำเลิก บุญคุณ เพราะเป็นโมฆะกรรมหรือความดีที่สูญเปล่าไร้คุณค่า อัลลอฮ์ทรงรับสั่งไว้ว่า

الَّذِينَ يُنْفِقُونَ أَمْوَالَهُمْ فِي سَبِيلِ اللَّهِ ثُمَّ لَا يُتْبِعُونَ مَا أَنْفَقُوا مَنًّا وَلَا أَذًى لَهُمْ أَجْرُهُمْ عِنْدَ رَبِّهِمْ وَلَا خَوْفٌ عَلَيْهِمْ وَلَا هُمْ يَحْزَنُونَ  * قَوْلٌ مَعْرُوفٌ وَمَغْفِرَةٌ خَيْرٌ مِنْ صَدَقَةٍ يَتْبَعُهَا أَذًى وَاللَّهُ غَنِيٌّ حَلِيمٌ

” บรรดาผู้อุทิศบริจาคทรัพย์สินของพวกเขาในหนทางของอัลลอฮ์ โดยพวกเขามิได้ลำเลิกบุญคุณหรือ ประสงค์ร้าย ในภายหลังด้วย กับสิ่งที่พวก เขาบริจาค พวกเขาจะได้รับรางวัลตอบแทนจากพระผู้เป็น เจ้าของพวกเขา และจะไม่มีความกลัววิตกใด ๆ แก่พวกเขา และพวกเขาจะไม่เศร้าโศกเสียใจ อย่างแน่นอน ~ คำพูดที่ดีเหมาะสมและการอโหสิกรรมนั้นดีกว่าการบริจาคทานที่มีประสงค์ร้าย ภายหลัง  และอัลลอฮ์นั้นทรงรุ่มรวยและทรงสุภาพยิ่ง  ”  

บทอัลบะกอเราะฮ์ โองการที่ 262-263   

สารัตถะสำคัญจากโองการโดยสรุป

1.การบริจาคทานในหนทางของอัลลอฮ์เป็นศาสนกิจและภารกิจอันทรงเกียรติของผู้มีอีหม่านศรัทธา

2.อัลลอฮ์ทรงห้ามผู้ศรัทธาผลาญทำลายผลงานและกุศลผลบุญที่ได้จากการทำความดีทุกประเภท

3.อัลลอฮ์ทรงห้ามผู้ศรัทธาทำลายกุศลและความดีของการบริจาคทาน ด้วยการลำเลิกบุญคุณและการประสงค์ ร้าย เพราะทานที่ถูกทำลายผล บุญความดี แล้วนั้นเป็นเพียงโมฆะกรรมความดีที่สูญเปล่าไร้ค่า

4.อัลลอฮ์ทรงห้ามผู้ศรัทธาอวดอ้างผู้คน (ริยาอฺ) ในการทำความดีต่าง ๆ โดยเฉพาะในการบริจาคทาน

5.การใช้วาจาที่สุภาพเหมาะสมและการอโหสิกรรมให้อภัยกัน ดีกว่าการบริจาคที่มีการลำเลิกบุญคุณ

6.พฤติกรรมและเจตนาที่ไม่ดี มีอิทธิพลและผลกระทบต่อการทำความดีโดยไม่ต้องสงสัย เช่น การลำเลิกบุญคุณ, การประสงค์ร้ายและ การอวดอ้าง ทำให้การบริจาคทานเป็นโมฆะ,ไร้ผลไม่ถูกพิจารณาตอบรับจากอัลลอฮ์ 


 ย้อนกลับ ตอนที่ 7                                                                                               ถัดไป ตอนที่ 9

 


@ เขียนโดย เว็บมาสเตอร์ warasatussunnah.net  E-mail : warasatussunnah@hotmail.com