เมื่ออัลลอฮ์เรียกท่านว่า  “ โอ้ผู้ศรัทธา ” (ตอนที่ 7 )

   

  โดย อ.อับดุลลอฮฺ  สุไลหมัด

  

     เป็นที่ทราบกันดีว่า พระองค์อัลลอฮ์ทรงสัญญากับมวลผู้ศรัทธาว่าพระองค์จะทรงเป็นผู้ปกป้องและ พิทักษ์ศาสนาและพระคัมภีร์ของพระองค์ ให้คงอยู่ตลอดไป ในขณะเดียวกันพระองค์ทรงมอบหน้าที่การปกปักพิทักษ์ศาสนาซึ่งเป็นหน้าที่อันทรงเกียรติยิ่งให้กับมวลบ่าวผู้ศรัทธา ด้วยเช่นกัน และหน้าที่การทำงานเพื่อปกป้อง และเชิดชูศาสนาคือการญิฮาด  (  جِهَاد )  หรือการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งไม่มีกิจกรรมใดอีกแล้วที่จะมี คุณค่าและความสำคัญกับมุสลิมเท่ากับการทำงานเพื่อศาสนา ด้วยความเสียสละ

     ท่านรอซูลุลลอฮ์เคยกล่าวชี้แนะถึงวิธีการทำงานเพื่อศาสนาหรือญิฮาดไว้ว่าเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ และมี 3 ลักษณะด้วยกัน คือ

    (1) การเสียสละด้วยร่างกายและชีวิต เช่น การต่อสู้ทำสงครามปกป้องศาสนา

    (2) การเสียสละทรัพย์ สินสิ่งมีค่าเพื่องานศาสนา และ

    (3) การเสียสละด้วยวาทะและคำพูด เช่น การพูดเพื่อสอนหรือเผยแพร่ศาสนาหรือเพื่อตอบโต้ข้อครหาและคำใส่ไคล้ต่าง ๆ ที่มุ่งหวังทำลาย อิสลามซึ่งจุด ประสงค์สำคัญของการญิฮาดก็คือการปกป้องรักษาและเชิดชูศาสนาให้คงอยู่ตลอดไปอย่างสมเกียรติ

   และเป็นที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งว่า ในโองการลำดับก่อนๆที่ผ่านมาพระองค์อัลลอฮ์ทรงมีรับสั่งให้มวลบ่าวผู้ศรัทธาเสียสละด้วยการต่อสู้และทำ สงครามเพื่อผดุง และปกป้องศาสนาให้คงอยู่ แม้ต้องเสียชีวิตก็ตาม  และในโองการลำดับที่ 254 นี้ พระองค์ทรงมีรับสั่งให้มวลบ่าวผู้ศรัทธา เสียสละทรัพย์สินบางส่วน เพื่อให้การญิฮาดหรือเสียสละเพื่อศาสนานั้นเกิดเป็นรูปธรรมและอย่างเต็มรูปแบบ และจะทำให้เกิดความสัมฤทธิ์ ผลมากขึ้นตามไปด้วย  พระองค์อัลลอฮ์ทรงรับ สั่งเรียกมวลบ่าวผู้ศรัทธาอีกครั้งว่า

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آَمَنُوا أَنْفِقُوا مِمَّا رَزَقْنَاكُمْ مِنْ قَبْلِ أَنْ يَأْتِيَ يَوْمٌ لَا بَيْعٌ فِيهِ وَلَا خُلَّةٌ وَلَا شَفَاعَةٌ وَالْكَافِرُونَ هُمُ الظَّالِمُونَ

โอ้บรรดาผู้มั่นในศรัทธาเอ๋ย พวกเจ้าจงบริจาคส่วนหนึ่งจากสิ่งที่เราประทานให้เป็นปัจจัยดำรงชีพแก่พวกเจ้า ก่อนที่วันหนึ่งจะมา ถึง วันซึ่งจะไม่มีการซื้อขาย ไม่มีการเป็นมิตร และไม่มีการช่วยเหลือสงเคราะห์ใดๆทั้งสิ้น  และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาคือผู้อธรรม แก่ตัวเอง ” 

      ในโองการนี้ พระองค์อัลลอฮ์ทรงมีรับสั่งให้ผู้ศรัทธาต่อพระองค์ทุกคนเสียสละเพื่อสนับสนุนและค้ำจุนศาสนา โดยให้บริจาคและอุทิศบาง ส่วนจากทรัพย์สิน สิ่งมีค่าทั้งหมดที่ดูแลครอบครองอยู่ และทรงเตือน ให้ตระหนักเสมอว่าทรัพย์สินสิ่งมีค่าที่ผู้ศรัทธาครอบครองอยู่นั้น ล้วนเป็น ริษกี (ปัจจัยดำรงชีพ) ที่อัลลอฮ์ทรง กรุณาประทานมาให้ทั้งสิ้น จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่ผู้ศรัทธาจักต้องสนองและน้อมนำรับสั่งนี้มาปฏิบัติ ด้วยความบริสุทธิ์ใจและอย่างปราศจากเงื่อนไข เพื่อแสดงออกถึงความสำนึกในพระมหากรุณาอันหาที่เปรียบมิได้นี้ ( ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับ คุณค่าและความประเสริฐของการบริจาคจะนำเสนอในโอกาสต่อไป )

      และในโองการนี้ พระองค์อัลลอฮ์ทรงแจ้งให้ผู้ศรัทธาทราบอีกว่า โอกาสสำหรับการบริจาคหรืออุทิศทรัพย์สินเพื่อบำรุงและค้ำจุนศาสนานั้นมี เวลาจำกัด ทรงเปิดโอกาสให้บริจาคได้ตั้งแต่บัดนี้ และจะหมดเวลารับบริจาคทันทีเมื่อถึงวันนั้น วันที่ทุกสิ่งทุกอย่างต้องหมดอายุหมดวาระเหมือน ๆ กันละพร้อม ๆ กัน นั่นคือวันกิยามะห์ วันแห่งกาลอวสานของโลกดุนยานี้ วันที่ทุกสิ่งทุกอย่างต้องสิ้นสูญ ไม่อาจดำรงอยู่ได้อย่างสถาพรนอกจาก พระองค์อัลลอฮ์เท่านั้น ดังนั้น การบริจาคที่จะเป็นคุณและกุศล ก็คือบริจาคก่อนที่วันกิยามะห์จะมาถึง  ในอีกโองการหนึ่งอัลลอฮ์ทรงระบุว่า โอกาสของการบริจาคคือก่อนที่ความตายมาถึง  

وَأَنْفِقُوا مِنْ مَا رَزَقْنَاكُمْ مِنْ قَبْلِ أَنْ يَأْتِيَ أَحَدَكُمُ الْمَوْتُ فَيَقُولَ رَبِّ لَوْلَا أَخَّرْتَنِي إِلَى أَجَلٍ قَرِيبٍ فَأَصَّدَّقَ وَأَكُنْ مِنَ الصَّالِحِينَ

และพวกเจ้าจงบริจาคส่วนหนึ่งจากสิ่งที่เราประทานให้เป็นปัจจัยดำรงชีพแก่พวกเจ้า ก่อนที่ความตายจะเกิดขึ้นแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ในหมู่พวกเจ้า เมื่อนั้นแหละเขาจะพร่ำรำพันว่า โอ้ผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ หากพระองค์ผ่อนผันยืดเวลาให้แก่ข้าพระองค์อีก เพียงเล็กน้อย ข้าพระองค์จะบริจาคทาน และจะเป็นผู้หนึ่งจากบรรดาผู้มีคุณธรรมบทอัลมุนาฟิกูน โองการที่ 10     

      บรรดานักวิชาการจึงสรุปว่า  การหมดโอกาสบริจาคและประกอบความดีมี 2 ลักษณะด้วยกัน คือ

    (1) หมดโอกาสเพราะการเสียชีวิต และ

    (2) หมดโอกาสเพราะถึงวันกิยามะห์ (วันสิ้นโลก)

      ดังนั้นผู้ศรัทธาที่จึงต้องพยายามขวนขวายและหาโอกาสบริจาคอยู่เสมอ เพราะไม่อาจรู้ได้ว่าโอกาสของตนเองจะหมดลงในลักษณะใด และเมื่อใด หากหมด โอกาสเพราะเสียชีวิตก็ยังพอจะมีความหวังได้บ้างว่า ลูกหรือหลานที่ดีมีคุณธรรม (ซอและห์) อาจจะบริจาคเป็นวะกัฟ หรือซอดะเกาะห์ญาริยะฮ์แทนหรือเสริมให้ แต่หากว่าหมดโอกาสเพราะว่าถึงวันกิยามะห์เสียก่อน  ก็ต้องตัวใครตัวมัน จะมาหวังพึ่งพาอะไรกับใคร ไม่ได้อีกแล้ว  อัลลอฮ์ทรงรับสั่งเตือนไว้แล้วว่า วันนั้นจะไม่มีการซื้อขาย  ไม่มีการเป็นมิตร  และไม่มีการช่วยเหลือสงเคราะห์ใดๆทั้งสิ้น 

     คำว่า  (لاَ بَيْعٌ فِيْهِ  )    ไม่มีการซื้อขาย  หมายถึง ไม่มีการซ้อตัว,ไถ่ตัว (فِدْيَةٌ  ) หรือประกันตัว ไม่มีการขอซื้อ,ขอเช่า,ขอยืมหรือ ขอแบ่ง ปันความดี จากผู้อื่น เพื่อช่วยให้ตัวเองได้รอดปลอดภัย และไม่ต้องถูกลง โทษ  และไม่มีการการยัดเงินให้เจ้าหน้าที่เพื่อปล่อยตัว ฯลฯ   ดังปรากฏในรับสั่งของอัลลอฮ์ที่ว่า  

فَالْيَوْمَ لَا يُؤْخَذُ مِنْكُمْ فِدْيَةٌ وَلَا مِنَ الَّذِينَ كَفَرُوا

ดังนั้น วันนี้การไถ่ตัวจะไม่ถูกรับจากพวกเจ้าและจากพวกปฏิเสธศรัทธาทั้งหลาย บทอัล-หะดีด  โองการที่ 15   

     และคำว่า  (لاَ خُلَّةٌ  )   ไม่มีการเป็นมิตร ”  หมายถึง   ไม่มีความรักความห่วงใยต่อกันและกัน ความรักและมิตรภาพที่เคยมีมาอย่างยาวนาน ในโลกนี้จะยุติและจบสิ้นลงทันที ทุกคนต่างต้องการที่จะเอาตัวรอด ต่างคนต่างก็โทษและโยนความผิดให้กันและกัน หาเพื่อนแท้ที่จะยอมตาย แทนหรือรับผิดแทนไม่ได้เลย เหมือนกับไม่เคยรู้จักหรือไม่เคยรักชอบกันมากัน  อัลลอฮ์ทรงรับสั่งว่า

الْأَخِلَّاءُ يَوْمَئِذٍ بَعْضُهُمْ لِبَعْضٍ عَدُوٌّ إِلَّا الْمُتَّقِينَ

ในวันนั้น บรรดามิตรสหายจะกลายเป็นศัตรูต่อกัน นอกจากบรรดาผู้มีความยำเกรงบทอัส-ซุครุฟ โองการที่ 67    

     และย่อมเป็นเรื่องปกติธรรมดา เมื่อทั้งหมดตกอยู่ในสถานการณ์ที่วิกฤติและรู้ ชะตากรรมของตัวเองแล้วว่าน่าสะพรึงกลัวเป็นที่สุด ก็คงจะไม่มี ใครมานั่งห่วงคนอื่น มากกว่าห่วงตัวเอง เป็นแน่ ในสถานการณ์เช่นนั้นทุกคนย่อมทำได้ทุกอย่าง ทำได้แม้กระทั่งตัดพ่อ,ตัดแม่,ตัดลูกหรือ ตัดเพื่อนก็ตาม ถึงแม้ว่าในอดีตจะมีความผูกพัน และรักใคร่ห่วงใยกันมากเพียงใดก็ตาม ดังที่มีปรากฏในรับสั่งของพระ องค์อัลลอฮ์ในหลาย ๆ โองการ  เช่น

إِذْ تَبَرَّأَ الَّذِينَ اتُّبِعُوا مِنَ الَّذِينَ اتَّبَعُوا وَرَأَوُا الْعَذَابَ وَتَقَطَّعَتْ بِهِمُ الْأَسْبَابُ

บัดดลนั้น บรรดาผู้ถูกตาม (คือผู้ชักจูงให้ผู้อื่นทำผิด) ได้ปลีกตัวหนีจากบรรดาผู้ตาม ( คือผู้ที่ตามการชักจูงของผู้อื่น) เพื่อเอาตัวรอด เพียงลำพัง  และเมื่อพวกเขาประจักษ์ต่อการลงโทษ และสัมพันธภาพที่เคยต่อกันก็ขาดสะบั้นลง  ” บทอัลบะกอเราะฮ์  โองการที่ 166       

 และในอีกโองการอัลลอฮ์ทรงรับสั่งว่า

يَوْمَ تَرَوْنَهَا تَذْهَلُ كُلُّ مُرْضِعَةٍ عَمَّا أَرْضَعَتْ وَتَضَعُ كُلُّ ذَاتِ حَمْلٍ حَمْلَهَا وَتَرَى النَّاسَ سُكَارَى وَمَا هُمْ بِسُكَارَى وَلَكِنَّ عَذَابَ اللَّهِ شَدِيدٌ

วันนั้น พวกเจ้าจักได้เห็นกับตาว่า แม่นมทุกคนจะตกตะลึงจนลืมแม้กระทั่งลูกน้อยที่กำลังให้นมอยู่ และหญิงอุ้มครรภ์ทุกคน จะคลอดทะลักลูกออก จากครรภ์โดยไม่รู้ตัว และเจ้าจะเห็นมนุษย์อยู่ในสภาพที่มึนเมา ทั้งๆที่พวกเขามิได้มึนเมา  แต่เป็นเพราะการ ลงโทษของอัลลอฮ์นั้นรุนแรงยิ่งนักบทอัลฮัจย์ โองการที่  2   

       และคำว่า  (لاَ شَفَاعَةٌ  )   ไม่มีการช่วยเหลือสงเคราะห์ ”  หมายถึง  ไม่มีการเห็นอกเห็นใจ ไม่มีการเป็นปากเป็นเสียงแก้ตัวหรือ แก้ต่าง ให้กัน (ทั้งนี้ ยกเว้นกรณีที่อัลลอฮ์ทรงอนุญาตให้สงเคราะห์กันได้) ไม่มีการขอความสงสารให้กันแต่อย่างใด ไม่มีใครช่วยใครได้ เพราะต่างก็ต้อง ตัวใครตัวมัน จะมัวแต่ห่วงคนอื่นหรือช่วยแก้ตัวแทนคนอื่นก็ไม่ใช่เวลาและไม่ใช่โอกาสทุกคนต่างรู้ตัวดีว่าจะช่วยคนอื่นไปทำไม ? ในเมื่อตัวเอง ก็จะเอาไม่รอดอยู่แล้ว เอาตัวเองให้รอดเสียก่อนไม่ดีกว่าหรือ ? ทุกคนต่างก็มีความเครียดวิตกและมีภาระหนักเกินตัวและเป็นทุกข์พออยู่แล้ว จึงคิดเพียงแค่เอาตัวเองให้รอดเสียก่อน  อัลลอฮ์รับสั่งว่า

يَوْمَ يَفِرُّ الْمَرْءُ مِنْ أَخِيهِ *وَأُمِّهِ وَأَبِيهِ *وَصَاحِبَتِهِ وَبَنِيهِ *لِكُلِّ امْرِئٍ مِنْهُمْ يَوْمَئِذٍ شَأْنٌ يُغْنِيهِ

 วันนั้นผู้คนต่างจะผละหนีจากพี่น้อง,จากแม่,จากพ่อ,จากภรรยา และจากลูกๆของเขาเอง  ในวันนั้นพวกเขาต่างก็สาละวนพะวง อยู่กับภาระของ ตัวเอง เพื่อช่วยตัวเองก่อน บทอะบะซะ โองการที่ 34 -37

  ส่วนในช่วงท้ายของโองการ อัลลอฮ์ทรงรับสั่งสำทับว่า

وَالْكَافِرُونَ هُمُ الظَّالِمُونَ

     และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาคือผู้อธรรมแก่ตัวเอง

หมายความว่า  ผู้ปฏิเสธศรัทธา(กาเฟ็ร)เองนั่นแหละ คือผู้ที่อธรรมและทำร้ายตัวเอง ไม่วางตัวและ ประพฤติตัวให้ตรงต้องสอดคล้องกับหลักการ ศรัทธาและหลัก การปฏิบัติ ไม่รักและไม่ห่วงตัวเอง จึงสมควรแล้วที่ต้องถูกลงโทษ ฉะนั้นจงอย่าตำหนิและโยนความผิดให้กับอัลลอฮ์ อย่ากล่าว หาว่าพระองค์ทรงลำเอียงและไม่ให้ความเป็นธรรมโดยเด็ดขาด เพราะพระองค์ทรงประทานโอกาสและคำชี้นำให้มาโดยตลอด พวกปฏิเสธศรัทธา เองต่างหากที่เลือกเดินทางผิด เลือกที่จะอธรรมและทำร้ายตัวเอง เลือกที่จะ ปฏิเสธ การศรัทธาที่บริสุทธิ์และถูกต้อง เลือกที่จะดื้อรั้นและต่อต้าน การปฏิบัติตามหลักคุณธรรมและศีลธรรมอันดีอีกต่างหาก สมควรแล้วที่ถูก ตราหน้าว่าเป็นผู้ทำร้ายตัวเอง

สารัตถะสำคัญจากโองการโดยสังเขป

  1.การเสียสละบริจาคทรัพย์สินเป็นกุศลกิจที่ประเสริฐยิ่ง มีหลายประเภท เช่น ซะกาฮ์,ซอดะเกาะฮ์,วะกัฟ, และสามารถทำได้หลายวิธี

  2.ผู้ศรัทธาต้องสังวรเสมอว่า ทรัพย์สินทั้งหมดนั้นเป็นริสกีที่อัลลอฮ์ทรงประทานให้เพื่อเป็นปัจจัยสำหรับ ดำรงชีพ และเพื่อใช้เป็นเสบียงแห่ง ความดี

  3.อัลลอฮ์ทรงมีบัญชาให้ผู้ศรัทธารู้จักที่จะเสียสละและบริจาคทรัพย์สินส่วนหนึ่ง เพื่อสนับสนุนและทำนุ  บำรุงค้ำจุนศาสนา

  4.อิสลามเปิดโอกาสให้ผู้ศรัทธาเสียสละบริจาคทรัพย์สิน เพื่อทำนุบำรุงและค้ำจุนศาสนาได้ตลอดเวลา ทั้งนี้ก่อนวาระสุดท้ายจะมาถึงคือวัน ตายและวันกิยามะห์ วันที่ไม่ใช่เวลาและวาระของการทำความดี

  5.ในวันแห่งการพิพากษาจะไม่มีการซื้อขายใดๆไม่มีไถ่ตัว,ประกันตัว ไม่มีการเป็นมิตร และไม่มีการช่วยเหลือสงเคราะห์ใดๆทั้งสิ้นยกเว้นเฉพาะ กรณีที่อัลลอฮ์ทรงอนุญาตให้สงเคราะห์กันได้ .

  6.กาเฟ็รหรือผู้ปฏิเสธศรัทธาคือผู้อธรรมและโหดร้ายแก่ตัวเอง และผู้ตระหนี่ถี่เหนียวไม่ยอมเสียสละและ บริจาคทรัพย์สินเพื่อทำนุบำรุงและ ค้ำจุนศาสนา ก็คือผู้ที่อธรรมและโหดร้ายแก่ตัวเองเช่นกัน เพราะไม่ไขว่คว้าและกระทำสิ่งที่จะเป็นเสบียงความดี เพื่อช่วยเหลือปกป้องตัวเอง จากการถูกลงโทษในวันกิยามะห์  แต่ไม่ถึงกับตกเป็นกาเฟ็รคนนอกศาสนาเท่านั้นเอง




ดาวน์โหลด mp 3 อัลกรุอ่าน  |  ฟัตวา Islam Q.A  |  สำนักข่าวอัลญะซีเราะฮ  |  วีดิโออิสลาม youtubeislam  |  แป้นพิมพ์ภาษาอาหรับ