เมื่ออัลลอฮ์เรียกท่านว่า  “ โอ้ผู้ศรัทธา ”
(ตอนที่ 5)



โดย อ.อับดุลลอฮฺ  สุไลหมัด

 

“ รอมาฏอน เดือนพิเศษที่เปรียบเสมือนอาคันตุกะกิตติมศักดิ์ที่ให้เกียรติมาเยือนปีละหนึ่งครั้ง แต่ไม่เคยรับปาก กับเจ้าภาพหรือเจ้าของบ้าน คนใดว่า เขาจะได้ต้อนรับขับสู้อาคันตุกะกิตติมศักดิ์นี้ใหม่อีกครั้งในศักราชหน้า รอมาฏอน เทศกาลพิเศษของมุสลิมได้ลาจากไปแล้ว ระยะหนึ่ง แต่สิ่งที่ยังคงต้องอยู่ เคียงคู่กับมุสลิมก็คือคุณ ความดีต่าง ๆ ที่ได้เพียรพยายามสั่งสมไว้ตลอดทั้งเดือน ซึ่งอาจเปรียบได้กับสำฤทธิ์ บัตรที่ผู้เป็นบัณฑิตจะถือ กลับออกมาจากวิทยาลัย ด้วยทุกครั้งที่เรียนจบครบตามหลักสูตร “ รอมาฏอน คือวิทยาลัยชีวิตที่มีหลักสูตร ระยะสั้น เพียงแค่ หนึ่งเดือน

        ผู้สอบผ่านจะได้เป็นบัณฑิตที่จะสามารถพิชิตและครอบครองตักวาซึ่งเป็นสูตรพิชิตความสำเร็จในการดำเนินชีวิต ผู้ใดโชคดีได้เป็นบัณฑิต ผู้นั้นก็จงสำนึกใน พระกรุณาแห่งอัลลอฮ์(ซ.บ)ประการนี้ให้มาก ๆ เถิด เช่นเดียวกันผู้ที่ยัง สอบไม่ผ่านเกณฑ์ของวิทยาลัยรอมาฏอน ก็จงอดทน และตั้งใจใหม่อีกครั้ง เสียใจได้แต่อย่า เสียกำลังใจ เพราะ พระองค์อัลลอฮ์ทรงโปรดการให้โอกาสปรับปรุงตัวใหม่เสมอ อย่ามัวแก้แก้ตัวด้วย เพียงลมปากที่ฟังระรื่นหู เพราะ คนจัญไรเท่านั้นที่ชอบ แต่จะแก้ตัว การพูดแค่ว่าจะทำตัวให้ดีในรอมาฏอนปีนี้ แต่ไม่เคยลงมือทำจริง ๆ เลย สักครั้ง เขาเรียกคนประเภทนี้ว่า “ คนดีแต่ปาก และหลายครั้งโอกาสดี ๆ มักจะหลุดลอยและหลุดมือคนที่ชอบ ดีแต่ปาก

หลายคนอาลัยอาวรณ์กับการจากไปของเดือนรอมาฏอนอย่างบริสุทธ์ใจ แต่ก็มีอีกหลายคนที่ออกอาการขับไสไล่ ส่งรอมาฏอนอย่างดีใจ และออกนอกหน้า โดยหารู้ไม่ว่าเมื่อใดที่รอมาฏอนของศักราชนี้ได้ยุติลง เมื่อนั้นชัยฎอน มารร้ายที่เคยถูกล่ามจองจำไว้ก็จะถูกถูกปลดปล่อยให้ เป็นอิสระดังเดิมประตูสวรรค์ ที่เคยเปิดไว้ตลอดเดือนก็ จะถูกถูกปิดลงอีกครั้ง และประตูนรกที่ถูกปิดไว้ตลอดเดือนก็จะถูกเปิดใหม่อีกครั้งเช่นกัน .


เราย้อนกลับมาสู่สาระวิชาการกับบทความศาสนา ตามที่ได้เคยสัญญากับท่านสมาชิกและผู้อ่านทุกท่านไว้ว่าจะ กลับมาเขียนและอธิบายโองการ ลำดับที่ 178  เพราะว่าได้ข้ามไปเขียนโองการที่ 183 ที่พูดเกี่ยวกับการถือศีลอด ในขณะนั้นแทนและในโองการที่ 178 นี้พระองค์อัลลอฮ์(ซ.บ) ทรงมีรับสั่งแก่มวลบ่าวผู้ศรัทธาว่า

  يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آَمَنُوا كُتِبَ عَلَيْكُمُ الْقِصَاصُ فِي الْقَتْلَى الْحُرُّ بِالْحُرِّ وَالْعَبْدُ بِالْعَبْدِ وَالْأُنْثَى بِالْأُنْثَى فَمَنْ عُفِيَ لَهُ مِنْ أَخِيهِ شَيْءٌ فَاتِّبَاعٌ بِالْمَعْرُوفِ وَأَدَاءٌ إِلَيْهِ بِإِحْسَانٍ ذَلِكَ تَخْفِيفٌ مِنْ رَبِّكُمْ وَرَحْمَةٌ فَمَنِ اعْتَدَى بَعْدَ ذَلِكَ فَلَهُ عَذَابٌ أَلِيمٌ

โอ้บรรดาผู้มั่นในศรัทธาเอ๋ย การกิซ็อซประหารชีวิตฆาตกรให้ตายตกตามผู้ถูกฆาตกรรมนั้นได้ถูก กำหนด   (เพื่อใช้เป็นหลัก นิติธรรม) แก่พวกเจ้า แล้ว คือ อิสระชนต่ออิสระชน และทาสต่อทาส และหญิง ต่อหญิง  และผู้ใดได้รับ การอโหสิกรรมจากพี่น้อง ของเขา (คือญาติผู้ตายให้เลิกแล้ว ต่อกันไม่เอาโทษแต่ รับค่าทำขวัญแทน) ก็ให้ถือปฏิบัติตามนั้นโดยชอบและให้มอบชำระแก่เขา (ญาติผู้ตาย) โดยดี นั่นเป็นมา ตรการการผ่อนหนัก ผ่อนเบาและ เป็นความกรุณาจากพระเจ้าของพวกเจ้า  ดังนั้นผู้ใดละเมิด ภายหลัง จากนั้นแล้ว เขาจักต้องได้รับการลงโทษอันแสนทรมาน

      ธรรมบัญญัติหรือธรรมนูญอิสลามที่พระองค์อัลลอฮ์(ซ.บ)ทรงบัญญัติไว้นั้น ล้วนแล้วเพื่อความอยู่รอดและประ โยชน์สูงสุดอันจะเกิดขึ้นกับ มนุษย์นั่นเอง โดยมีจุดประสงค์หลัก ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษย์ให้สูงขึ้น ในทุก ๆ ด้าน และในโองการนี้พระองค์อัลลอฮ์(ซ.บ)ทรงกล่าว ถึงธรรมบัญญัติประการหนึ่ง   นั่นคือ การ قِصَاصْ (อ่านว่า กี้ซ็อซ) ซึ่งเป็นหลักนิติธรรมหรือหลักประกันเบื้องต้นของกระบวนการยุติธรรมในศาสนา อิสลาม “ กิซ็อซ เป็นมาตรการสำเร็จ โทษฆาตกรผู้ร้ายฆ่าคนตายหรือลงโทษให้สาสมในการทำประทุษร้ายแก่ร่างกาย และอวัยวะเพื่อให้เกิด ความเป็นธรรมและยุติธรรมแก่  ผู้เสียหาย

และคำว่า กิซ็อซ ในเฉพาะโองการนี้หมายถึง การประหารชีวิตฆาตกรฆ่าคนตายให้ตายตามผู้ถูกฆาตกรรม เพื่อความเป็นธรรม

ในยุคญาฮิลียะฮ์ สังคมอาหรับยังมีวัฒนธรรมการแบ่งชาติชั้นและวรรณะ อาหรับหลายเผ่ายังคงคลั่งไคล้และยึด ถือชาติชั้นวรรณะอย่างเคร่งครัด เผ่านี้วรรณะสูงกว่า เผ่านั้น ตระกูลนั้นมีเกียรติกว่าตระกูลนี้ ก๊กนี้มีอิทธิพลมาก กว่าก๊กโน้น ซึ่งทั้งหมดนี้คืออุปสรรคและสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิด ความได้เปรียบและเสียเปรียบขึ้น ในสังคม ฆาตกรฆ่าคนตายอยู่ในชนชั้นที่มีวรรณะสูงกว่าหรือมีอิทธิพลมากกว่าก็จะเอาเปรียบและเอาชนชั้น ทาสมารับ ผิดแทน

 บรรดานักวิชาการระบุว่าสาเหตุการประทานโองการมีหลายสาเหตุ เช่น ท่านอิบนุกะษีรกล่าวว่า สาเหตุของการ ประทานโองการ คือ ในอดีต เผ่ากุร็อยฏฺาะห์  ( بني قريظة ) กับเผ่านะ ฏีรร์ ( بني النضير ) เคยพิพาทและต่อสู้ ทำสงครามกัน ในที่สุดเผ่านะฏีรร์ก็เป็นฝ่ายชนะสงครามมีิอิทธิ พลและบารมีเหนือ เผ่ากุร็อยเฏาะห์ จากนั้นเมื่อ ใดก็ตามที่คนจากเผ่านะฏีรร์ฆ่าคนเผ่ากุร็อยเฏาะห์ตาย เผ่านะ-ฏีรร์ไม่จำเป็นต้องชดใช้ด้วยชีวิต แต่สามารถจ่าย ค่าทำขวัญเป็นอินทผา ลัมจำนวน   100 กระบุงแทนได้ แต่เมื่อคนของเผ่ากุร็อยเฏาะห์ ฆ่าคนเผ่านะฏีรร์ตาย  เผ่านะฏีรร์มีสิทธ์ ที่จะเลือกใช้วิธีประหารชีวิต หรือเรียกค่าสินไหม ทำขวัญหลายๆ  เท่าก็ได้ กล่าวคือ เมื่อเผ่า นะฏีรร์เลือกวิธีประหารชีวิต คนเผ่ากุร็อยเฏาะห์ ต้องยอมให้ประหารชีวิต จะต่อรองหรือผัดผ่อนอะไรมิได้ทั้งสิ้น แต่ถ้าเผ่านะฏีรร์เลือกวิธีเรียกค่าสินไหมทำขวัญ เผ่ากุร็อยเฏาะห์ต้องยอมจ่าย ให้เผ่านะฏีรร์เป็นอินทผาลัมอย่างดี เท่านั้น จำนวน 200 กระบุงเป็นอย่างน้อย ซึ่งไม่เป็นธรรมแก่เผ่ากุร็อยเฏาะห์ กระบวนการยุติธรรมในสมัย นั้นจึง เป็นที่พึ่งให้ใครไม่ได้เลย เพราะไม่สามารถเอาตัวฆาตกรผู้ร้ายฆ่าคนตายมาลงโทษได้

 อิสลามเล็งเห็นความไม่เป็นธรรมและการได้เปรียบเสียเปรียบนี้ จึงกำหนดให้มีการ “ กิซ็อซ ” และให้เป็นโยบาย ในระยะเบื้องต้น เพื่อลดช่อง ว่าง ระหว่างชาติชั้นและบรรเทาปัญหาการได้เปรียบเสียเปรียบและ เพื่อสร้างพื้นฐาน ของกระบวนการยุติ ธรรมให้มีเสถียรภาพและเป็นที่พึ่งของ สังคมได้ในระดับหนึ่งก่อน อัลลอฮ์(ซ.บ)จึงทรงชี้แจง ให้ทราบว่า การชดใช้ชีวิตของอิสระชนด้วยชีวิตของทาสนั้นไม่เป็นธรรมและไม่ยุติธรรม การชดใช้ชีวิตคนหนึ่ง คนด้วยชีวิตของสองคน ไม่ใช่ความยุติธรรม และการใช้อิทธิพลเพื่อให้ได้ เปรียบก็ไม่ใช่ความยุติธรรม หากแต่ ความยุติธรรมที่จริงนั้นก็คือ เมื่อผู้ถูกฆาตกรรมเป็นอิสระชนก็ต้องชดใช้ชีวิตของ ผู้ตายด้วยชีวิตของอิสระชนด้วย กัน ทาสด้วยทาส ชายด้วยชาย และหญิงด้วยหญิง เยี่ยงนี้ต่างหากที่มีความเป็นธรรมและยุติธรรมมากกว่า การได้ เปรียบเสียเปรียบระหว่างชาติชั้นถูกแทนที่ด้วยหลักนิติธรรม ที่อิสลามมอบให้

 จากนั้นเป็นต้นมากระบวนการยุติธรรมเริ่มเป็นรูปเป็นร่างและได้รับการตอบรับมากขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดพระองค์ อัลลอฮ์(ซ.บ) ทรงประกาศเพิ่ม มาตรการ    “ กิซ็อซ ”  ลงโทษให้สาสมแก่กันในกรณีคดีความผิดประทุษร้ายร่าง กายจนได้รับบาดแผล ตลอดจนการชดเชยค่าเสียหาย และค่า ทำขวัญและการให้อโหสิกรรม ตามลำดับ  อัลลอฮ์ (ซ.บ)ทรงมีรับสั่งถึงการ “ กิซ็อซ ในกรณีคดีความผิดประทุษร้ายร่างกายไว้ว่า

وَكَتَبْنَا عَلَيْهِمْ فِيهَا أَنَّ النَّفْسَ بِالنَّفْسِ وَالْعَيْنَ بِالْعَيْنِ وَالْأَنْفَ بِالْأَنْفِ وَالْأُذُنَ بِالْأُذُنِ وَالسِّنَّ بِالسِّنِّ وَالْجُرُوحَ قِصَاصٌ

และเราได้บัญญัติใช้แก่พวกเขาไว้ในคัมภีร์นั้นว่า ชีวิตต้องชดเชยชีวิต ดวงตาด้วยดวงตา จมูกด้วย จมูก และฟันด้วยฟัน และตลอดจนบาดแผล ทั้งหลายก็ให้มีการชดเชยด้วยเช่นกัน

บทอัลมาอิดะห์ โองการที่ 45   

หมายความว่า  เมื่อเกิดมีการประทุษร้ายร่างกายผู้อื่นจนถึงแก่ชีวิต ก็ต้องชดใช้ชีวิตนั้นด้วยชีวิตของตนเอง และดวงตาก็ต้องชดใช้ด้วยดวงตา ของผู้ทำร้ายเอง จมูก,หู,ฟันและอวัยวะอื่นๆก็เช่นเดียวกัน ในเบื้องต้นอิสลาม คำนึงถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับผู้ตายและครอบครัวญาติพี่น้อง ผู้ตายเป็นประการสำคัญ จึงให้สิทธิ์ในการเลือก ตัดสินใจว่าจะดำเนินคดีเอาผิดกับฆาตกรผู้ร้ายฆ่าคนให้ตายตกตามกัน หรือจะยินยอมเลิกแล้วต่อ กันและ รับเงิน ดียะห์สินไหมค่าปรับ  ชดเชยแทน ดังปรากฏในหะดีษของท่านรอซูลุลลอฮ์(ซ.ล)ที่ว่า

مَنْ قُتِلَ لَهُ قَتِيْلٌ فَهُوَ بِخَيْرِ النَّظَرَيْنِ : إِمَّا أِنْ يُوْدَى وَإِمَّا أَنْ يُقَادَ

บุคคลใดมีญาติถูกฆาตกรรมเขาย่อมมีสิทธ์โดยชอบธรรมที่จะเลือกประการใดที่เป็นธรรมและเอื้อ ประโยชน์แก่เขามากที่สุด   ระหว่าง (1) เรียกรับเงินดียะห์หรือ (2) ฟ้องร้องดำเนินคดีเอาฆาตกร มาลงโทษ

บันทึกโดยอัล บุคอรีย์และมุสลิม

 และหากญาติผู้ตายไม่ติดเนื้อต้องใจ ยินดีและเต็มใจอโหสิกรรมให้ และมุ่งหวังปรารถนากุศลตอบแทนในโลก หน้าอาคิเราะห์แทนก็ย่อมทำ ได้เช่นกัน ดังที่มีปรากฏในบทหะดีษของ  ท่านรอซูลุลลอฮ์(ซ.ล) ที่ว่า

مَنْ أُصِيْبَ بِدَمٍ أَوْخَبَلٍ فَهُوَ بِالْخِيَارِبَيْنَ إِحْدَى ثَلاَثٍ: إِمَّا أَنْ يَقْتَصَّ أَوْ يَأْخُذَ بِالْعَقْلِ أَوْ يَعْفُوَ ،
 فَإِنْ أَرَادَ رَابِعَةً فَخُذُوْا عَلَى يَدَيْهِ

ผู้ถูกประทุษร้ายจนถึงแก่ชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บสามารถเลือกกระทำได้จาก 3 ประการต่อไปนี้ (1) ดำเนินคดีเอาผิด ให้สาสมแก่กัน (2) เรียกรับค่าสินไหมชดเชยหรือ (3) อโหสิกรรม ยินยอมเลิกแล้ว ต่อกัน แต่หากใครกระทำการนอก เหนือจาก 3 วิธีนี้พวกท่านก็จง ขัดขวางเขาไว้

บันทึกโดยอะหมัด

ในกรณีที่ญาติผู้ตายไม่ประสงค์ดำเนินคดี ไม่เอาโทษกิซ็อซ ยินยอมเลิกแล้วต่อกัน แต่ขอใช้เฉพาะสิทธ์เรียกรับ เงินดียะห์ค่าสินไหมชดเชย อิสลามก็ส่งเสริม ให้ฝ่ายญาติผู้ตายหรือผู้เสียหายใช้สิทธ์เรียกรับ ด้วยความอะลุ่ม อล่วยและการผ่อนปรนตามสมควร และให้ฝ่ายฆาตกรผู้ทำผิด ชำระค่าดียะห์สินไหมชดเชย ด้วยความรับผิดชอบ และซื่อตรงไม่บิดพลิ้ว

อิสลามได้วางกรอบในการพิจารณาเงินดียะห์หรือสินไหมชด เชยการเสียชีวิตหรือการได้รับบาดเจ็บไว้อย่างรอบ ครอบรัดกุมและ ครบถ้วนทุก กรณี เช่น เงินดียะห์ ของผู้เสียชีวิตเป็นชาย เป็นหญิง เป็นทาส หรือได้รับบาดเจ็บ สูญเสียอวัยวะบางส่วนหรือสูญเสียทั้งหมด หรือสูญเสียเฉพาะ สมรรถภาพในการใช้งานเท่านั้น ซึ่งรายละเอียด ทั้งหมดนั้นสามารถศึกษาและค้นคว้าเพิ่ม เติมได้จากตำราฟิกฮ์นิติศาสตร์อิสลาม ในส่วนนี้ขอหยิบยกตัวอย่าง พอสังเขปที่กฎหมายอิสลามได้กำหนด อัตราของเงินดียะห์ค่าสินไหมชดเชยสำหรับกรณีที่เป็นศพชายอิสระชน ซึ่งกฎหมาย อิสลามกำหนดไว้ดังนี้ เมื่อผู้ตายเป็นชายอิสระชนให้จ่ายอูฐจำนวน 100 ตัว หรือทองคำบริสุทธิ์ จำนวน 1.000 มิษกอล หรือเงินบริสุทธิ์จำนวน 12.000 ดิรฮัม หรือวัวจำนวน 200 ตัวก็ได้เป็นต้น   และในตอนท้าย ๆ ของโองการอัลลอฮ์ทรงรับสั่งว่า  

ذَلِكَ تَخْفِيفٌ مِنْ رَبِّكُمْ وَرَحْمَةٌ فَمَنِ اعْتَدَى بَعْدَ ذَلِكَ فَلَهُ عَذَابٌ أَلِيمٌ

นั่นเป็นมาตรการการผ่อนหนักผ่อนเบาและเป็นความกรุณาจากพระเจ้าของพวกเจ้า  ดังนั้นผู้ใดละ เมิดภายหลังจากนั้นแล้วเขา จักต้องได้รับการ ลงโทษอันแสนทรมาน

    ใจความของโองการส่วนนี้แจ้งให้เราทราบว่า การที่อิสลามบัญญัติให้มีการ “ กิซ็อซ การรับเงิน “ ดียะห์ และการ “ อัฟวฺ อโหสิกรรม ไม่เอาผิดตาม ลำดับนั้น ล้วนเป็นมาตรการและกระบวนการยุติธรรมที่ตั้งอยู่บนพื้น ฐานของหลักนิติธรรมและเมตตาธรรม ซึ่งแตกต่างจากยุค อดีตโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ ในธรรมบัญญัติของยะฮูด (ยิว) มีเพียงแค่การลงโทษประหารชีวิตสถานเดียว และในธรรมบัญญัติของนะซอรอ (คริสต์) ก็มีเพียงแค่การ ชำระค่าสินไหม ทดแทนเท่านั้น ญาติผู้ตายไม่สามารถดำเนินคดีเอาฆาตกรมาลงโทษได้

แต่ในหลักนิติธรรมของอิสลามในสมัยของท่านรอซูล(ซ.ล) พระองค์อัลลอฮ์(ซ.บ)ทรงบัญญัติให้มีกระบวนการ ยุติธรรมอย่างเป็นขั้นตอน และลำดับ เพื่อให้เกิด ความเป็นธรรมและประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เสียหายหรือ  ญาติ ผู้ตายและ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการ “ กิซ็อซ ลงโทษ ฆาตกร จนไม่มีใครหาญกล้าพอที่จะละเมิด หรือคุก คามชีวิตและทรัพย์สินผู้อื่น ด้วยความตระหนัก ดีว่าเมื่อตนเอง ฆ่าผู้อื่นตนเองก็จะถูกฆ่าให้ตาย ตกตามกันด้วย และด้วยพระเมตตาแห่งอัลลอฮ์(ซ.บ) ประการนี้จึงทำให้เกิดความสุขสงบไม่มีการละเมิดล่วงเกินหรือคุกคามต่อ ชีวิตและร่างกาย ตลอดจนทรัพย์สิน ทำให้เกิดความเป็นปกติสุขขึ้นในสังคม สมจริง ดังรับสั่งที่ว่า

وَلَكُمْ فِي الْقِصَاصِ حَيَاةٌ يَا أُولِي الْأَلْبَابِ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُونَ

โอ้ชนผู้เจริญด้วยปัญญาเอ๋ย ในการประหารฆาตกรให้ตายตามนั้น เป็นการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชีวิต สำหรับพวกเจ้าเอง  หวังว่า พวกเจ้าจักได้สำรวม และยำเกรง


ขอสรุปสั้นในตอนท้ายนี้ว่า ศาสนาอิสลาม คือศาสนาแห่งความเป็นธรรมและความยุติธรรม และกระบวนการ ยุติธรรมของอิสลามตั้งอยู่บนพื้น ฐานของ  หลักนิติธรรม สังคมจะมีความเป็นปกติสุขปลอดภัยและมีคุณภาพ ชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อทุกคนเคารพและน้อมนำเอาธรรมบัญญัติแห่งอิสลาม หรือธรรมนูญอิสลาม มาปฏิบัติและใช้ใน ชีวิตประจำวันอย่างจริงจัง,จริงใจและเคร่งครัด


 ย้อนกลับ ตอนที่ 4                                                                                               ถัดไป ตอนที่ 6

 



@ เขียนโดย เว็บมาสเตอร์ warasatussunnah.net  E-mail : warasatussunnah@hotmail.com