เมื่ออัลลอฮ์เรียกท่านว่า  “ โอ้ผู้ศรัทธา ”
(ตอนที่ 4)



โดย อ.อับดุลลอฮฺ  สุไลหมัด

 

  บทความ “ เมื่ออัลลอฮ์เรียกท่านว่า โอ้ผู้ศรัทธา อันดับที่สี่นี้ ขอนำเสนอโองการลำดับที่ 183 ของบทอัล บะกอเราะห์ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้อง กับการ ถือศีลอดโดยตรง ซึ่งอาจทำให้ผู้อ่านหลายท่านอาจสงสัยว่า แล้วโอง การลำดับที่ 178 หายไปไหน ? และทำไมต้องข้ามไปอธิบายโองการ ลำดับที่ 183 ก่อนด้วย ก็ต้องขออนุญาตชี้ แจงและทำความเข้าใจก่อนเลยว่า ที่ต้องข้ามไปอธิบาย โองการที่ 183 ก่อน ก็เพื่อความเหมาะสม กับช่วงเทศ กาลการถือศีลอดในเดือนรอมาฎอน และขอสัญญาว่าจะนำโองการที่ 178 กลับมาอธิบายและถ่ายทอดให้ผู้อ่าน ทุกท่านได้อ่านในอัน ดับต่อไป   อินชาอัลลอฮ

 เมื่อเอ่ยถึงการถือศีลอดเดือนรอมาฏอน ( صِيَامُ رَمَضَان ) ก็อดไม่ได้ที่จะต้องพูดถึงความสำคัญและความเป็นมา การถือศิลอด ซึ่งเป็นที่ทราบ ดีโดยทั่วกันว่า การถือศีลอดเดือนรอมาฏอนเป็นประการหนึ่งจากรู่ก่นอิสลาม 5 ประการ มีความสำคัญในระดับวาญิบ เป็นศาสนกิจประการเดียว ที่พระองค์อัลลอฮ์ทรงสงวนการ ตอบแทนไว้เป็น เอกสิทธิ์ส่วนพระองค์ ศีลอดคือครึ่งหนึ่งของความอดทน เป็นเสมือนโล่ป้องกันเปลวเพลิงแห่ง ขุมนรก เป็นโอสถ ขนานเอกสำหรับ บำบัดกิเลศราคะ และตัณหาความใคร่ ผู้ที่ปฏิเสธและมีอคติต่อการถือศีลอดเดือนรอมาฏอน ถือเป็นกาเฟ็ร หรือคนนอกรีตปฏิเสธศรัทธา

ส่วนความเป็นมาของการถือศีลอดเดือนรอมาฏอนนั้น นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์อิสลามส่วนมากระบุ ตรงกันว่า พระองค์อัลลอฮ์ ทรงประทาน ฟัรฏูการถือศิลอดเดือนรอมาฏอนและประกาศให้เป็นศาสนบัญญัติที่มีผล บังคับใช้อย่างเป็นทางการครั้งแรก เมื่อวันที่ 3 เดือน ชะอฺบาน ปีฮิจเราะห์ศักราชที่  2  ท่านรอซูลลุลลอฮ์จึงมี โอกาสถือศีลอดเดือนรอมาฏอนทั้งสิ้น 9 ครั้ง

บรรดานักวิชาการที่เชี่ยวชาญการอธิบายอัลกุรอาน เช่น ท่านอิหม่ามอิบนุกะษีรฺและอิหม่ามอัชเชากานีย์ยังระบุ อีกว่าในอดีตก่อนหน้านี้นั้น ท่านรอซูล ลุลลอฮ์ถือศีลอดวันอาชูรออ์ (วันที่ 10 มุหัรรอม) และมีดำริให้ประชาชนใน ยุคนั้นถือศีลอดวันอาชูรออ์แบบฟัรฏู ( ภาคบังคับ ) ด้วย จากนั้นทรงประกาศ ยกเลิกการถือศีลอดวันอาชูรออฺแบบ ฟัรฏูและให้ถือศิลอดเดือนรอมาฏอนแทน การถือศิลอดวันอาชูรออ์จึงเหลือเป็นเพียง แค่สุหนัต (ภาคอาสา) เท่านั้น  โดยในระยะแรก ๆ นั้นท่านรอซูลลุลลอฮ์ทรงเปิดโอกาสให้เลือกปฏิบัติได้ กล่าวคือ

ผู้ใดมีความสามารถและประสงค์จะถือศีลอดก็ให้ถือศีลอดไปตลอดทั้งเดือนรอมาฏอน แต่หากไม่ประสงค์จะถือ ศีลอดก็สามารถที่จะเลือก จ่ายหรือชำระเป็น ค่าฟิดยะห์ชดเชยการขาดถือศีลอดแทนได้ แต่ก็ทรงแนะนำให้เลือก ถือศีลอดมากกว่า จากนั้นทรงประกาศยกเลิกการเปิดโอกาส หรืออนุญาตให้เลือกปฏิบัติ โดยสิ้นเชิง และทรงมีคำ สั่งให้ถือศีลอดเดือนรอมาฏอนเพียงอย่างเดียว ห้ามเลือกปฏิบัติเหมือนเดิม โดยมีผลบังคับ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้น มาจวบจนทุกวันนี้ (*)

และในโองการลำดับที่ 183 นี้  อัลลอฮ์ทรงมีพระดำรัสรับสั่งแก่มวลบ่าวผู้มีศรัทธาว่า

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آَمَنُوا كُتِبَ عَلَيْكُمُ الصِّيَامُ كَمَا كُتِبَ عَلَى الَّذِينَ مِنْ قَبْلِكُمْ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُونَ

โอ้บรรดาผู้มั่นในศรัทธาเอ๋ย การถือศีลอดได้ถูกบัญญัติให้เป็นหน้าที่รับผิดชอบของพวกท่าน เช่นกับ ที่เคยถูกบัญญัติให้เป็นหน้าที่ รับผิดชอบ ของบรรพชนในยุคก่อนๆ ทั้งนี้เพื่อพวกท่านจักได้ยำเกรง 

จากรับสั่งของ อัลลอฮ์ [ كُتِبَ عَلَيْكُمُ الصِّيَامُ ] ข้างต้นทำให้เราทราบว่าอัลลอฮ์ทรงบัญญัติให้การถือ ศีลอดเป็น หน้าที่และภารกิจขผู้ศรัทธา ทุกคน  และพระองค์ทรงแจ้งให้ผู้ศรัทธาทราบอีกว่า [كَمَا كُتِبَ عَلَى الَّذِيْنَ مِنْ قَبْلِكُمْ  ] การถือศีลอดนั้นใช่จะเป็นภารกิจของประชาชนผู้ศรัทธา ในยุคสมัย ของท่าน ศาสดามูฮำหมัดเท่านั้น หาก แต่เป็นภารกิจของบรรดานาบีและคนซอและห์ผู้ทรงคุณธรรมในยุคก่อนๆด้วยเช่นกัน

 เมื่อผู้ศรัทธาทราบเช่นนี้แล้วก็จะรู้สึกปลาบปลื้มและหมดความวิตกกังวล ไม่รู้สึกอึดอัดกับการถือศิลอดอีกต่อไป เพราะเมื่อบรรพชนผู้ทรง คุณธรรมใน สมัยก่อนถือศีลอดงดอดอาหารและเครื่องดื่มได้ ผู้ศรัทธาในยุคนี้ก็ต้องถือ ศีลอดงดอาหารและเครื่องดื่มได้เหมือนกัน จากนั้น ทรงแจ้งให้ผู้ศรัทธาทราบถึง คุโณปการต่าง ๆ อันจะได้จาก การสนองรับสั่งและถือศีลอดอย่างเคร่งครัดว่า [ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُوْنَ   ] ประโยชน์สูงสุดจาก การถือศีลอดย่อมได้ แก่ผู้ถือศีลอดเอง หาใช่ได้แก่พระองค์อัลลอฮ์ไม่  ผู้ถือศีลอดได้ประโยชน์ทุกๆด้าน ทั้งด้านสุขภาพกาย และสุข ภาพจิต, ด้านสังคมและเศรษฐกิจ และเหนืออื่นใดคือได้ความตักวา หรือความยำเกรงต่ออัลลอฮ์ ซึ่งเป็นคุณากร บ่อเกิดแห่งคุณธรรมความดีทั้งมวล

การถือศีลอดที่จะเกิดและเห็นผลตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นนั้น ต้องมีทั้งศีลและอดควบคู่ไปด้วยกัน การอดหรืองด อาหารเพียงอย่างเดียว โดยไม่ถือศีล ไม่ลดและละเลิกจากกิเลศและอารมณ์ใฝ่ต่ำ ก็ถือว่ายังไม่เป็นการถือศิลอด ตาม ศาสนบัญญัติที่อัลลอฮ์ทรงประสงค์และปรารถนา การอดอาหารและน้ำเป็นเรื่องง่าย ที่ใครๆก็อดกันใด เด็กเล็ก ๆ หลายคนก็อดได้  การหลอกชาวบ้านว่าถือศีลอดหรือถือบวชยิ่งง่ายกว่า เพียงแค่เรา แสร้งทำสีหน้าให้ดู อิดโรย แกล้งเอามือกุมท้อง บ้วนน้ำลายทิ้งบ่อยๆ หรือเลียริมฝีปากให้แห้งและซีดสักนิด ชาวบ้านทั่วไปก็หลง เชื่อแล้ว ว่าเรา กำลังถือศิลอดอยู่ แต่อดและลดความต้องการของกิเลศ เป็นสิ่งที่น้อยคนจะทำได้ หลายคนไม่ เคยสังวรและตระหนักเลยว่า อัลลอฮ์นั้นทรง ไม่ทรงประสงค์และปรารถนาการอดอาหารโดยไม่ถือครองศีลธรรม อันดีงามด้วย   ท่านรอซูลุลลอฮ์ทรงกล่าวว่า

مَنْ لَمْ يَدَعْ قَوْلَ الزُّوْرِ وَالْعَمَلَ بِهِ فَلَيْسَ لِلَّهِ حَاجَةٌ فِيْ أَنْ يَدَعَ طَعَامَهُ وَشَرَابَهُ

ผู้ถือศีลอดคนใดที่ไม่ละเลิกวาจาและการกระทำที่เป็นเท็จแน่นอนอัลลอฮ์ย่อมไม่ปรารถนาจะตอบรับ การอดอาหารและเครื่องดื่ม ของเขา แต่อย่างใดทั้งสิ้น   

บันทึกโดยอัลบุคอรีย   

   ท่านรอซูลุลลอฮ์กล่าวอีกว่า      

لَيْسَ الصِّيَامُ الإِمْسَاكُ عَنِ الأَكْلِ وَالشُّرْبِ إِنَّمَا الصِّيَامُ الإِمْسَاكُ عَنِ الْلَغْوِ وَالرَّفَث

  การถือศีลอดตามธรรมบัญญัติใช่เพียงแค่อดอาหารและน้ำดื่มเท่านั้น หากแต่การถือศีลอดนั้นคือ การยุติจากวาจาและการ กระทำที่ชั่วร้าย 

บันทึกโดยอัลฮากิมหะดีษถูกต้องตามมาตรฐานของมุสลิมِ

การถือศีลอดที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความมีอีหม่านศรัทธาและถือครองศีลธรรมอันดี คือสิ่งสำคัญสุดที่จะช่วยให้ ได้รับความสำเร็จ บรรลุตาม เป้าหมายที่อัลลอฮ์ ทรงประสงค์ คือ ความมีตักวาและยำเกรงต่ออัลลอฮ์ ซึ่งความ ตักวานี้จะช่วยพัฒนาและผลักดันสู่ความสำเร็จอีกระดับหนึ่ง  คือได้รับการประทานอภัยโทษจาก อัลลอฮ์ และการ ประทานอภัยโทษของอัลลอฮ์ คือความฝันและความวังสูงสุดอีกอย่างหนึ่งของผู้มีศรัทธา และผู้ถือศีลอดทุกคน ท่านรอซูลกล่าวว่า

مَنْ صَامَ رَمَضَانَ إِيْمَنًا واحْتِسَبًا غُفِرَ لَهُ مَا تَقَدَّمَ مِنْ ذَنْبِهِ

ผู้ใดถือศีลอดด้วยศรัทธาและปรารถนาความพอพระทัยของอัลลอฮ์ เขาจักได้รับการอภัยโทษจาก ความผิดในครั้งอดีตที่ผ่านมา  

บันทึกโดยอัลบุคอรีย์และมุสลิม

 ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่า การถือศีลอดที่จะมีมรรคผลตามธรรมบัญญัตินั้นต้องประกอบด้วย

   (1) มีการอีหม่านศรัทธาอย่างถูกต้อง

   (2) อดอาหารและเครื่องดื่มพร้อมกับถือครองศีลธรรมอันดีงาม,ละเลิกความไม่ดีทุกประการ และ               

   (3)มุ่งมั่นและปรารถนาที่จะได้รับความพอพระทัยและการตอบแทนของอัลลอฮ์

เมื่อนั้นจึงจะเกิดเป็นตักวาและความยำเกรงที่จะช่วยให้ได้รับความเมตตาและความกรุณาจากอัลลอฮ์ และ ในที่สุดก็จะได้รับเกียรติผ่านประตู “อัร-ร็อยยาน” เพื่อเข้าพำนักในสวรรค์ที่อุดมและพรั่งพร้อมด้วยความ สุขนานาชนิดอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

เดือนรอมาฏอน คือ เดือนแห่งการอด อดท้อง อดปาก อดลิ้น อดหู อดตา อดใจ อดอารมณ์ อดทุก ๆ พฤติกรรมที่ ไม่พึงประสงค์ ไม่ใช่เดือน แห่งการอิ่มท้องหรือ เทศกาลอาหารคาวหวานนานาชนิดที่ปรน เปรอปากท้องเหมือน เดือนอื่น ๆ


เดือนรอมาฏอน คือ เดือนแห่งการเสริมสร้างและตักตวงกุศลความดี เดือนแห่งการละหมาด,อ่านกุรอาน,กล่าว ซิกรุลลอฮ์,ขอดุอาอฺ, ขออภัยโทษ,บริจาคทาน ฯลฯ


เดือนรอมาฏอน คือ เดือนแห่งโอกาสทอง เดือนพิเศษที่ประตูสวรรค์ถูกเปิดทุกบาน ประตูนรกทุกบานถูกปิด มารร้ายถูกล่ามโซ่และจองจำ เดือนแห่งการปลด ปล่อยว่าที่ชาวนรกออกจากความทุกข์ทรมานของนรก


รอมาฏอน คือเดือนเดียวที่มี “ ลัยละตุล็อดรฺ ” ราตรีอันทรงเกียรติ ราตรีแห่งการกำหนดและลิขิตสภาวการณ์ ความเป็นไปต่าง ๆ ราตรีเดียวที่ กุศลกิจในค่ำ นั้นมีภาคผลเทียบเท่าหรือมากกว่า 1 พันเดือนในยามปกติราตรี เดียวที่อุดมด้วยมงคล,ความจำเริญและความสันติสุขจวบจน รุ่งอรุณ      


เดือนรอมาฏอน คือเดือนแห่งความสะดวกง่ายดาย การถือศีลอดก็เป็นเรื่องสะดวกง่ายดาย ไม่มีความลำบากแต่ อย่างใด เพราะการถือศีลอด ไม่ต้องใช้สถานที่ ไม่จำเป็นต้องถือที่มัสยิด ไม่ต้องเดินทางที่บ้านหรือที่ทำงานก็ ถือได้ ไม่ต้องมีน้ำละหมาด ไม่ต้องหันหน้าไปทิศกิบละห์เหมือน กับตอนที่จะละหมาด ไม่ต้องใช้ทรัพย์สินเงินทอง เหมือนกับตอนที่จะไปทำฮัจย์  ไม่ต้องห่วงเรื่องเสื้อผ้า เพราะนุ่งผ้าขาดปิดเอาเราะห์ไม่มิดหรือ สวมเสื้อเปื้อนนา ยิสสิ่งโสโครก ก็สามารถถือศีลอดได้   เมื่อเราทราบถึงคุณค่าและความดีต่างๆนี้แล้ว เราจงสนใจและตั้งใจให้แน่ว แน่ว่าจะใช้วัน และเวลาดี ๆ เช่นนี้ให้เกิดประโยชน์แก่ตัวเรามาก ที่สุด เราจงดีใจและถือเป็นเกียรติที่ได้สนองรับสั่ง ของอัลลอฮ์ เราจงไขว่คว้าโอกาสทองเช่นนี้มา เป็นของเราให้จงได้  แต่ก็มีอีกหลายคนที่ยังมิได้ตระหนักถึง ส่วนนี้เลย  ท่านรอซูลเคยกล่าวว่า            

لَوْ يَعْلَمِ الْعِبَادُ مَا فِيْ رَمَضَانَ لَتَمَنَّتْ أُمَّتِيْ أَنْ يَكُُوْنَ رَمَضَانُ السَّنَةَ كُلَّهَا

แม้นว่าประชาชนทั่วไปทราบถึงคุโณปการต่างๆในเดือนรอมาฏอน แน่นอนผสกนิกรของเราจักต้อง ปรารถนาให้เดือนรอมาฏอนมี ตลอดทั้งป

ท่านมุอัลลาอิบนุลฟัฏล์เคยกล่าวว่า  “ บรรดาสะลัฟกัลยาชนในยุคอดีต ที่ทราบและตระหนักถึงคุณค่าและ ความประเสริฐของเดือน รอมาฏอนนั้น ต่างทุ่มเทใช้เวลาถึงครึ่งปีหรือหกเดือนเต็ม ๆ เฝ้าวิงวอนขอจาก อัลลอฮ์ให้ทรงประทานโอกาส ให้พวกเขามีชีวิตและอายุ ไขยืนยาว  ถึงเดือนรอมาฏอน ปีนั้น เพื่อจะได้ ตักตวงและสร้างเสริมกุศลความดีให้ได้มากที่สุด และใช้เวลาอีกหกเดือนที่เหลือเฝ้าวิง วอนขอจาก อัลลอฮ์ให้ทรงโปรดตอบรับการทำความดีของพวกเขาในช่วงเดือนรอมาฏอน ที่ผ่านมา ” 

 ผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงอย่าได้ทำเฉยเมยต่อเดือนรอมาฏอน อย่าทำเป็นมองไม่เห็นคุณค่าและความสำคัญของ เดือนอันทรงเกียรตินี้ ปล่อยให้วัน และเวลาดีๆแบบนี้หลุดลอยล่วงเลยไป เพราะนั่นคือความอัปยศที่น่าอับอาย ที่สุด ท่านรอซูลเคยกล่าวเตือนไว้แล้วว่า

رَغِمَ أَنْفُ رَجُلٍ أَدْرَكَهُ رَمَضَانُ فَلَمْ يُغْفَرْ لَهُ

เป็นที่น่าอัปยศสิ้นดี เมื่อบุรุษหนึ่งมีโอกาสอยู่ทันเดือนรอมาฏอน แต่กลับมิได้รับการอภัยโทษในความ ผิดของตนเองเลย  

บันทึกโดยอัดติรมิซีย์  

สารัตถะสำคัญจากโองการโดยสรุป

  1. การถือศีลอดเดือนรอมาฏอนเป็นธรรมบัญญัติข้อหนึ่งจากรู่ก่นอิสลาม  5 ประการ มีความสำคัญในระดับ วาญิบและเป็นภารกิจสำคัญของผู้ศรัทธาทุกคน และทุกยุคสมัย ตั้งแต่ยุคของนาบีอาดัมจนถึงยุคของ ท่านาบีมูฮำหมัด
  2. เป้าหมายของการบัญญัติภารกิจการถือศีลอดคือให้เกิดความตักวายำเกรงต่ออัลลอฮ์ ซึ่งเป็นคุณธรรม สูงสุด
  3. การถือศีลอดมีประโยชน์และคุโณปการต่างๆมากมาย ทั้งด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิต,ด้านสังคม และเศรษฐกิจ                 والله تعالى أعلم

 

  (*)  สรุปจากรายงานของอาอิชะห์,มุอาซอิบนุญะบัล,สะละมะห์อิบนุลอักวะอฺและซอฮาบะห์อีกหลายท่าน บันทึกโดยอัลบุคอรีย์,มุสลิม,อาบูดาวู้ดและท่านอื่นๆ โปรดดูตำราอธิบายกุรอาน ประกอบด้วย เช่น ตัฟซีรอิบนิกะษีรเล่มที่ 1 หน้าที่ 202-204 และฟัตหุลก้อดีรของเชากานีย์เล่มที่ 1 หน้าที่ 224-228


 ย้อนกลับ ตอนที่ 3                                                                                               ถัดไป ตอนที่ 5

 



@ เขียนโดย เว็บมาสเตอร์ warasatussunnah.net  E-mail : warasatussunnah@hotmail.com