เมื่ออัลลอฮ์เรียกท่านว่า  “ โอ้ผู้ศรัทธา ”
(ตอนที่ 3)



โดย อ.อับดุลลอฮฺ  สุไลหมัด

 

 ปัจจุบันหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนต่างเร่งรณรงค์ให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และวัฒนธรรมการ บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนักโภชนาการและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพได้พยายามนำ เสนอผลงานการศึกษา ค้นคว้าทางวิชาการด้านโภชศาสตร์และสุขภาวะ ซึ่งผลการ ศึกษาส่วนใหญ่ระบุว่า การบริโภคอาหารที่ไม่ถูกสุข ลักษณะทางโภชนาการ เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้ประชาชนส่วนมากเจ็บป่วย  ผู้เกี่ยวข้อง ทุกฝ่าย จึงพยายาม แนะนำให้ประชาชน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและวัฒนธรรมการบริโภคเสียใหม่ ซึ่งดูเหมือนจะได้รับการตอบรับอย่าง กว้างขวาง ทั้งจาก ประชาชนทั่วไปและจากมุสลิม

 จนกระทั่งมุสลิมหลายคนเอ่ยปากยอมรับและชื่นชมในผลงานการศึกษาค้นคว้า ของนักโภชศาสตร์และบรรดา ผู้นำ เสนอแนวคิดและ วัฒนธรรม การบริโภค ที่เป็นทางเลือกใหม่ๆ เช่น การรับประทานแบบชีวะจิตหรือมัง - สวิรัติ ที่งดการรับประทานเนื้อสัตว์เป็นต้น แต่เคยหารู้ไม่ว่าใน พระคัมภีร์อัลกุรอานก็มีหลักโภชศาสตร์ และ ท่านศาสดา มูฮำหมัด ( ซ็อลลัลลอฮู่อะลัยฮิว่าซัลลัม ) ก็เป็นนักสุขภาวะ ตำราวิชาการอิสลามทุกเล่ม ล้วนเป็นตำราที่อัดแน่น ด้วยเนื้อหาโภชศาสตร์อิสลาม เกือบทั้งนั้น

 และยิ่งไปกว่านั้นแนวคิดและวัฒนธรรมการบริโภคที่เป็นทางเลือกใหม่ ๆ หลายประการ ไม่ใคร่จะตรงและสอด คล้องกับหลักโภชศาสตร์อิสลาม  เลย เช่น มังสวิรัติ  ห้ามรับประทานเนื้อสัตว์ แต่อิสลามอนุญาตให้รับประทาน เนื้อสัตว์ได้ กระนั้นเองก็ยังมีมุสลิมอีกหลายคนในปัจจุบัน นี้ที่หัน    ไปนิยม และ ชื่นชมทฤษฏีและวัฒนธรรม การกินของผู้อื่นมากกว่าสิ่งที่เป็นวัฒนธรรมแบบอิสลาม หากจะว่าไปแล้วมุสลิมสมัยนี้หลายคนชอบทำ ตัวเหมือน กับไก่ เจอพลอยหรือลิงได้แก้ว อยู่ใกล้เกลือแต่กับไปกินด่างกินกรดแทน  

บทความ “ เมื่ออัลลอฮ์เรียกท่านว่า โอ้ผู้ศรัทธา ” อันดับที่สามนี้ ขอนำเสนอหลักโภชศาสตร์เบื้องต้นที่ผู้อ่าน และมุสลิมทุกคนต้องรู้และ    เข้าใจ ที่เป็นเสมือน บรรทัดฐานที่จะนำสู่การปฏิบัติเพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิต ที่ดีทุก ๆ ด้าน ดีทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต  ในบทอัลบะกอ เราะฮ์ โองการลำดับที่ 172  อัลลอฮ์ทรงมีรับสั่ง เรียกผู้ศรัทธาอีกครั้งว่า

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آَمَنُوا كُلُوا مِنْ طَيِّبَاتِ مَا رَزَقْنَاكُمْ وَاشْكُرُوا لِلَّهِ إِنْ كُنْتُمْ إِيَّاهُ تَعْبُدُون

โอ้บรรดาผู้มั่นในศรัทธาเอ๋ย พวกท่านจงบริโภคแต่เฉพาะสิ่งที่ดีทั้งหลายที่เรามอบให้เป็นปัจจัยยังชีพ แก่พวกท่าน  และพวกท่าน จงขอบคุณอัลลอฮ์ เถิด หากแต่พระองค์เท่านั้นที่พวกท่านจักต้องเคารพ สักการะ

 หากเราจะเปิดอัลกุรอานย้อนกลับหลังไปอีกประมาณ 3 โองการ เราจะพบว่าในโองการลำดับที่ 168 อัลลอฮ์ทรง มีรับสั่งว่า

يَا أَيُّهَا النَّاسُ كُلُوا مِمَّا فِي الْأَرْضِ حَلَالًا طَيِّبًا

َ  โอ้มวลมนุษย์เอ๋ย พวกเจ้าจงบริโภคแต่เฉพาะสิ่งอนุมัติที่ดีจากสรรพสิ่งที่มีอยู่บนผืนแผ่นดิน

 ในโองการนี้พระองค์ทรงมีรับสั่งแก่มนุษย์ทุกคนซึ่งมีทั้งผู้ที่ศรัทธาต่อพระองค์และผู้ปฏิเสธ ทั้งนี้เพราะในโลกดุน ยาใบนี้พระองค์ทรงประทาน ความเมตตา และกรุณาต่อทุกคนและทุกสิ่ง ถึงแม้ผู้นั้นจะปฏิเสธและไม่ศรัทธากับ พระองค์ก็ตาม โดยทรงใช้ให้มนุษย์ทุกคนบริโภคแต่เฉพาะสิ่งที่ “ หะลาลัน ” และ “ ฏ็อยยิบัน ” เท่านั้น 

บรรดานักวิชาการผู้เชี่ยวชาญศาสตร์การอธิบายอัลกุรอานระบุว่า “ หะลาลัน ” หมายถึง ทุกสิ่งที่ศาสนาอิสลาม มิได้ระบุห้ามไว้ และ “ ฏ็อยยิบัน ” หมายถึง  ทุกสิ่งที่ดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพและถูกหลักโภชศาสตร์อิสลาม  ดังนั้น “ หะลาลัน” และ “ ฏ็อยยิบัน ” จึงเป็นมาตรฐานเบื้องต้น ที่สำคัญสุดสำหรับใช้พิจารณา คุณภาพของสิ่ง ที่จะบริโภคตามหลักโภชศาสตร์อิสลาม ส่วนสาระความเข้าใจที่ได้รับ คือ ไม่อนุญาตให้ทุกคน ใช้และบริโภคทุก สิ่งที่อิสลามบัญญัติห้าม ซึ่งถ้าจะนับดูแล้วก็ไม่มีอะไรมากมายเท่าใดนัก

ตลอดจนทุกสิ่งที่เป็นอันตรายและมีโทษเป็นพิษภัยต่อสุขภาพร่างกาย แม้ว่าจะเคยเป็นสิ่งหะลาลมาก่อนก็ตาม จึงพอจะสรุปในเบื้องต้นนี้ ได้ว่าหน้าที่และ ความรับผิดชอบของมนุษย์ทุกคนทั้งมุสลิมและกาเฟร คือ ต้องเลือก บริโภคเฉพาะสิ่งที่อิสลามอนุมัติและเป็นประโยชน์ต่อ สุขภาพร่าง กายและจิตใจเท่านั้น

และถัดมาเพียงอีก 3 โอการเท่านั้น อัลลอฮ์ทรงมีรับสั่งเรียกใช้แก่บรรดาผู้มีอีหม่านศรัทธาอีกครั้ง  ทั้งนี้เพื่อเป็น การเน้นสำทับให้เกิดการ  ตระหนักว่า ผู้ศรัทธาทุกคนจำเป็นต้องสนองรับสั่งและน้อมรับโองการของอัลลอฮ์มา ปฏิบัติให้เคร่งครัดมากกว่าผู้อื่น ทั้งนี้เพราะว่าเมื่ออัลลอฮ์ ทรงใช้ให้บรรดาศาสนทูต ของพระองค์ใช้และบริโภค แต่เฉพาะสิ่งที่ดี “ ฏ็อยยิบ้าต ”  เท่านั้น

  [  يَا أَيُّهَا الرُّسُلُ كُلُوا مِنْ الطَّيِّبَاتِ “ โอ้บรรดาศาสนทูตเอ๋ย พวกท่านจงบริโภคแต่เฉพาะสิ่งที่ดีมีประ โยชน์เท่านั้น ”

 เมื่อผู้ศรัทธาเป็นผู้ที่ดำเนินและเจริญรอยตามบรรดาศาสนทูต ก็จำ เป็นต้องปฏิบัติตนเช่น เดียวกับบรรดาศาสนทูต เหล่านั้นด้วยเช่นกัน ในโอง การนี้พระองค์ ทรงรับสั่งใช้ให้ผู้มีอีหม่านศรัทธาเลือกใช้และบริโภคเฉพาะสิ่งที่ดีมีประ โยชน์เท่านั้น แต่ทรงงดและไม่รับสั่งถึงสิ่งหะลาลเลย ทั้งนี้ก็ เพราะว่าโดยสำนึก และความตระหนักรู้ดีรู้ชั่วของผู้มี ศรัทธาที่มีต่อการใช้และบริโภคแต่เฉพาะสิ่งที่หะลาลอยู่แล้วนั้น จึงถือเป็นการ พอเพียงที่ พระองค์จะทรงรับสั่งใช้ ในโองการนี้ เพียงแค่ให้ผู้ศรัทธาเลือกใช้และบริโภคแต่เฉพาะสิ่งที่ดีและมีคุณ ประ โยชน์เท่านั้น และสิ่งที่ดีมี ประโยชน์ “ ฏ็อยยิบ้าต ” ที่อัลลอฮ์ทรงอนุมัติให้ผู้ศรัทธาบริโภค ได้นั้นมีมากมายหลาก หลาย ชนิด มีทั้งอาหาร การกิน ข้าวของเครื่องใช้ ฯลฯ

จึงไม่เป็นความยากลำบากแต่ประการใดที่ผู้ศรัทธาจะสนองรับสั่งและปฏิบัติตามได้อย่างเคร่งครัด โดยขอเพียง แค่ให้สิ่งที่ดีนั้นๆได้มาจากริษกี ที่ดีและหะลาล และได้มาด้วยวิธีการที่ถูก ต้องและชอบธรรม แต่เมื่อใดก็ตามที่สิ่งที่ ดีนั้นได้มาด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้องหรือด้วยความไม่ชอบธรรม เช่น ได้มาด้วยการทุจริต ยักยอกคดโกง ลักขโมย ฯลฯ ก็ไม่ถือว่าเป็นริษกีที่หะลาล และไม่เป็นที่อนุมัติให้นำมาใช้บริโภคโดยเด็ดขาด แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่ดีมีประ โยชน์เพียงใดก็ตาม

ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงแค่หลักการขั้นพื้นฐานหรือเบื้องต้นสำหรับการสร้างวัฒนธรรมและควบคุมพฤติกรรม การกินอยู่แบบอิสลามของ  มุสลิม ซึ่งยังมีรายละเอียดอื่นๆอีกมากมายที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย

 การที่อัลลอฮ์ทรงรับสั่งใช้ให้ผู้ศรัทธาทุกคนเลือกบริโภคแต่เฉพาะสิ่งที่ดีและมีประโยชน์ ที่พระองค์ทรงประ ทานให้เป็นริษกีแก่มวลมนุษย์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นมหา กรุณาธิคุณของพระองค์ที่หาที่สุดมิได้

 จึงเป็นการเหมาะสมอย่างยิ่งแล้วที่พระองค์จะทรงรับสั่งกำชับและเตือนสติแก่ผู้ศรัทธาทุกคนที่ได้กินได้ใช้และ ได้ประโยชน์จากริษกีเหล่านั้น อีกครั้งให้  สำนึกในกรุณาธิคุณอันล้นพ้น  ของพระองค์ ให้กตัญญูรู้คุณและไม่เนร คุณต่อพระองค์ เหมือนกับจะเป็นการบอกให้ผู้ศรัทธาสังวรไว้ ้เสมอว่า ผู้ศรัทธาต้องเป็นผู้รู้จัก บุญคุณและไม่เนร คุณต่อผู้มีพระคุณ การรู้จักบุญคุณและความกตัญญูจึงเป็นพื้นฐานของคนที่ดีมีศรัทธา การสำนึก และขอบคุณ ต่อความกรุณาต่างๆของอัลลอฮ์ นั้นมีหลากหลายวิธี  

(1) ด้วยวาจา เช่น กล่าวคำว่า اَلْحَمْدُ لِلََّهِ   เพื่อสรรเสริญอัลลอฮ์ทุกครั้งที่ได้รับความเมตตา หรือกล่าววาจาที่แสดง ออกถึงการยอมรับว่า อัลลอฮ์ คือผู้เป็นพระเจ้า ผู้ครอบครองสรรพสิ่งทั้งหลายและเป็นเจ้าผู้ทรงยิ่งในพระเมตตา และกรุณา หรือ

(2) ด้วยการนำสิ่งที่เป็นริษกีต่างๆที่ได้จากความเมตตาของอัลลอฮ์ไปจัดสรรแจกจ่ายเพื่อการกุศล เช่น ชำระเป็น ซะกาฮ์ (ทานบังคับ) ,แจกจ่าย เป็นซอดะเกาะห์ (ทานอาสา) ,อุปการะเด็กกำพร้า,ช่วยเหลือคนขาดโอกาส , สนับสนุนโครงการเผยแพร่ศาสนา สร้างสิ่งสาธารณ ประโยชน์ให้ ชุมชน ฯลฯ  ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นวิธีการแสดง ออกถึงความกตัญญูและการขอบคุณหรือสำนึกในกรุณาธิคุณของอัลลอฮ์ได้ทั้งสิ้ 

หากเราจะพิจารณาและศึกษาถึงเหตุผลและเจตนารมณ์ของศาสนาที่บัญญัติให้ผู้มีศรัทธาทุกคนต้องเลือก ใช้และ เลือกบริโภคแต่เฉพาะสิ่งที่ “ หะลาลัน ” หะลาลเป็นที่อนุมัติตามหลักการ และ “ ฏ็อยยิบัน ” สิ่งดีมีประโยชน์ตาม หลักโภชศาสตร์อิสลามเท่านั้น เราจะพบคำตอบและเหตุผล อย่างมากมายที่เป็นคำชี้แจง และบทโอวาทต่างของ ท่านรอซูลุลลอฮ์ เช่น

(1) เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของมุสลิมทุกด้าน อาทิ ด้านศาสนา,เศรษฐกิจ,สังคม,จริยธรรมและสุขภาพ 

(2) เพื่อให้วัฒนธรรมการกินอยู่ของมุสลิมเป็นวัฒนธรรมแบบอิสลาม และ

(3) เพื่อให้อะมัลการงานและศาสนกิจต่าง ๆ ที่มุสลิมกระทำถวายแด่อัลลอฮ์นั้นถูกพิจารณาตอบรับ ท่านรอซูล ลุลลอฮ์เคยกล่าวถึงบุคคลที่ใช้ และบริโภคสิ่งที่ไม่ หะลาลหรือไม่อนุมัติตามบัญญัติอิสลามว่า อัลลอฮ์ทรงไม่ประ สงค์จะตอบรับศาสนกิจและและตอบแทนความดีแก่เขาเลย เช่น ท่านรอซูลุลอฮ์กล่าวว่า

โอ้มวลมนุษย์เอ๋ย แท้จริงอัลลอฮ์ทรงเป็นผู้โปรดสิ่งที่ดี พระองค์จึงทรงไม่ตอบรับยกเว้นเฉพาะสิ่งที่ดี เท่านั้น    

    และท่านรอซูลยังกล่าวเสริมอีกว่า

ในอดีตมีชายนิรนามคนหนึ่งออกเดินทางรอนแรมจนเส้นผมยุ่งเหยิงรุงรังเนื้อตัว เลอะมอมแมมไป ด้วยฝุ่นละออง พลางชายผู้นั้น ก็ยกมือทั้ง สองขึ้นและรำพันวิงวอนว่า (โอ้พระเจ้าของข้าพระองค์ โอ้พระเจ้าของข้าฯ ...)  ทั้งๆที่อาหารและเครื่องดื่มของเขา ตลอด จนเสื้อผ้าอาภรณ์ล้วนเป็น ของหะรอม ผิดบัญญัติทั้งสิ้น  เป็นเช่นนี้แล้วคำวิงวอนของเขาจะถูกตอบรับได้อย่างไร !!

(บันทึกโดยมุสลิมจากหะดีษของอาบู  ฮุรอยเราะห์)

 ครั้งหนึ่งท่านซะอฺดุบนุอาบีวักกอสขอความกรุณาจากท่านรอซูลุลลอฮ์ให้ช่วยขอจากอัลลอฮ์ให้เขาเป็นผู้ที่มี คำดุอาอฺถูกตอบรับทุกครั้ง (มุสตะญาบ) ท่านรอซูลจึงกล่าวชี้แนะว่า

 โอ้ซะอฺดุ สหายของเราเอ๋ย เราขอแนะนำให้ท่านบริโภคแต่อาหารการกินที่ดี (หะลาล) แล้วท่านจะ เป็นผู้ที่มีคำดุอาอฺถูกตอบรับ ทุกครั้งเอง เราขอสาบานยืนยันว่า ชายใดที่กลืนอาหารไม่หะลาลลงท้อง แม้เพียงคำหรือหยิบมือเดียวก็ตาม เขาจะไม่ได้รับการตอบ รับใดๆทั้งสิ้นเป็นเวลา 40 วัน เราขอสาบาน ยืนยันอีกครั้งว่า คนใดก็ตามที่เนื้อหนังของเขาเติบโตมาจากสิ่งที่ผิดบัญญัติศาสนา และดอกเบี้ยปันผล ขุมนรกคือทัณฑ์สถานที่คู่ควร และสาสมแก่เขาเป็นที่สุด

(บันทึกโดยอิบนุมัรดะวัยฮฺจากหะดีษของอับดุลลอฮ์อิบนุอับบาส)

ในช่วงท้ายของโองการอัลลอฮ์ทรงรับสั่งย้ำสำทับอีกครั้งว่า [  إِنْ كُنْتُمْ إِيَّاهُ تَعْبُدُوْنَ   ] “ หากแต่เฉพาะพระ องค์เท่านั้นที่พวกท่านจักต้อง เคารพสักการะ ” 

หมายความว่า   หากพวกท่านศรัทธามั่นต่อพระองค์อัลลอฮ์เพียงผู้เดียวแล้ว พวกท่านก็จงเลือกบริโภคแต่เฉพาะ สิ่งที่ดีมีประโยชน์ จากสรรพสิ่ง ทั้งหลายที่ เป็นริษกีที่หะลาล และจงสำนึกในความเมตตากรุณาของพระองค์ที่ ทรงประทานแก่พวกท่าน เช่นนั้นแหละพวกท่าน จักได้เป็นผู้ศรัทธา และจงรักภักดีต่อ พระองค์อย่างแท้จริง มิใช่เพียงแค่คำกล่าวอ้างลอย ๆ เท่านั้น.

สารัตถะสำคัญจากโองการโดยสังเขป

1. ผู้ศรัทธาทุกคนต้องเลือกบริโภคแต่เฉพาะสิ่งที่ดีและหะลาลจากริษกีต่างๆของอัลลอฮ์

2.ผู้ศรัทธาทุกคนต้องขอบคุณและสำนึกในกรุณาธิคุณของอัลลอฮ์เสมอ ทั้งด้วยวาจาและการกระทำ

3. “ หะลาลัน ” หมายถึง ทุกสิ่งที่ศาสนาอิสลามมิได้ระบุห้ามไว้ และ “ ฏ็อยยิบัน ” หมายถึง  ทุกสิ่งที่ดีมีประ โยชน์ต่อสุขภาพและถูกหลัก โภชศาสตร์อิสลาม และ “ ฏ็อยยิบ้าต  ” สิ่งที่ดีและหะลาลอนุมัติให้ผู้ศรัทธา ใช้บริโภคนั้นมีมากมายหลายชนิด

4.ผู้ศรัทธาทุกคนต้องบริสุทธิ์ใจและเคารพภักดีต่อพระองค์อัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียว

5.การใช้และบริโภคสิ่งที่ไม่หะลาลผิดจากหลักบัญญัติอิสลามเป็นเหตุให้การงาน (อะมัล) ต่าง ๆ ไม่ถูกพิจารณา ตอบรับที่อัลลอฮ์


 ย้อนกลับ ตอนที่ 2                                                                                               ถัดไป ตอนที่ 4

 



@ เขียนโดย เว็บมาสเตอร์ warasatussunnah.net  E-mail : warasatussunnah@hotmail.com