เมื่ออัลลอฮ์เรียกท่านว่า  “ โอ้ผู้ศรัทธา ”
(ตอนที่ 2)



โดย อ.อับดุลลอฮฺ  สุไลหมัด

 

 ในบทความ “ เมื่ออัลลอฮ์เรียกท่านว่า โอ้ผู้ศรัทธา ” อันดับที่ผ่านมา ผู้อ่านทุกท่านยังคงนึกถึงคำพูดของ ท่านอิบนุ มัสอู้ดได้ดีว่า “ เมื่อคราใดที่ท่านได้ยินอัลลอฮ์ทรงมีรับสั่งว่าيَا أَيُّهَا الَّذِيْنَ آَمَنُوْا    ท่านจงสดับรับ ฟังให้ดีเถิด เพราะนั่นอาจเป็นคำสั่งให้ทำความดี หรือเป็นคำสั่งให้ละเลิกความ ไม่ดี ” ท่านผู้อ่านลองคิด ทบทวนและถามตัวเองให้ดีอีกสักครั้งซิว่า พวกเราเป็นใครกัน ? และเรามีเกียรติเพียง ใดเชียว

อัลลอฮ์จึงให้ความสำคัญกับเราถึงเพียงนี้ ? เราเราดีแค่ไหนเชียวอัลลอฮ์จึงทรงรับสั่งเรียกขานเราถึงขนาดนี้? ถ้าไม่ใช่เพราะการมีอีหม่าน ศรัทธาที่มั่นคง กับพระองค์เราก็คงไม่มีความสำคัญพอที่จะอยู่ในสาย พระเนตรของ พระองค์จนมีโอกาสได้รับเกียรติอันสูงส่งนี้ ในบทอัลบะกอ เราะฮ์ โองการลำดับที่ 153 อัลลอฮ์ทรงมีรับสั่งเรียก ผู้ศรัทธาอีกครั้งว่า

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آَمَنُوا اسْتَعِينُوا بِالصَّبْرِ وَالصَّلَاةِ إِنَّ اللَّهَ مَعَ الصَّابِرِينَ

โอ้บรรดาผู้มั่นในศรัทธาเอ๋ย พวกท่านพึงหมั่นขอความช่วยเหลือโดยอาศัยการมีขันติธรรมและการ ละหมาดเถิด แน่นอนอัลลอฮ์ ทรงอยู่เคียงข้าง ผู้มีขันติธรรมเสมอ 

ในโองการนี้ อัลลอฮ์ทรงมีรับสั่งเรียกมวลบ่าวของพระองค์ ผู้มั่นในศรัทธาโดยสั่งกำชับให้สังวรไว้เสมอว่า ทุกคน ล้วนเป็นบ่าวผู้อ่อนแอ และทุกคนหมั่น ขอความช่วยเหลือจากพระองค์  เพราะพระองค์เท่านั้นที่ทรงยิ่งในพระ เดชานุภาพและทรงสามารถให้ความช่วยเหลือและสง เคราะห์ได้ และในโองการนี้อัลลออ์ ทรงมีรับสั่งแนะนำวิธี การขอความช่วยเหลือจากพระองค์ไว้ 2 วิธีด้วยกัน  คือ

1. ด้วยการ صَبْرٌ (อ่านว่า ซ็อบรุน) ขันติธรรมหรือการอาศัยความอดทน กล่าวคือ “ ซ็อบรุ หรือควาอดทน คือคุณธรรมสำคัญ ประการหนึ่ง ที่จะช่วยทำให้มนุษย์รู้จักการอดกลั้นและระงับยับยั้งชั่งใจ มีความ กล้าที่จะเผชิญ กับความทุกข์ร้อนต่างๆอย่างมีสติ สามารถอดทนอดกลั้นต่อสิ่งเย้ายวน และยั่วเย้าต่าง ๆ อดทนและมุ่งมั่นในการ ทำภารกิจหน้าที่ต่างๆให้สำเร็จลุล่วง “ ซ็อบรุ ” คือ (ضِيَاءٌ  ) รัศมีแห่งกำลังใจที่ เป็นเหมือนแสงสว่างที่ให้ พลัง งานแก่ทุกคนจนสามารถฝ่าฟันอุปสรรคและความยากลำบากต่างๆได้ “ ซ็อบรุ ” คือเงื่อนไขแห่งข้อสัญญาความ ผูกพันระหว่าง  อัลลอฮ์และบ่าวของพระองค์ إِنَّ اللَّهَ مَعَ الصَّابِرِيْنَ “ แน่นอนอัลลอฮ์ย่อม อยู่เคียงข้าง ผู้มี ความอดทนเสมอ ” และการที่อัลลอฮ์ทรงอยู่เคียงข้าง ผู้อดทน ย่อมเป็นหลัก ประกันได้ดีว่าพระองค์ต้อง ประทานความอนุเคราะห์และช่วยเหลือแก่เขาอย่างแน่นอนโดยไม่ต้องสงสัย

2. ด้วยการ صَلاَةٌ     ( อ่านว่า ซอลาฮ์ )  บรรดามุฟัสซิรูนหรือนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญศาสตร์การอธิบายกุรอานได้ อธิบายความหมายของ “ ซอลาฮ์ ”  ไว้ 2 คำอธิบายด้วยกัน คือ 

  • (1) “ ซอลาฮ์ ”  ในที่นี้หมายถึงการวิงวอนขอพรจากอัลลอฮ์ ทั้งนี้เพราะคำว่า ซอลาฮ์ ในตำราอภิธาน ศัพท์อาหรับทั้งหลายระบุการ บัญญัติความหมายของ “ ซอลาฮ์ ” ไว้ว่า หมายถึง “ดุอาอฺ” หรือการวิงวอน การอธิบายความหมายของโองการโดยอาศัยนิยามบัญญัติ ศัพท์ตามเดิมในลักษณะนี้ ก็มิได้ทำให้ความ หมายเสียหายหรือผิดเพี้ยนแต่อย่างใดจึงมีนักวิชาการอาวุโสหลายท่านให้การรับรองคำ อธิบายนี้ ดังนั้น ความหมายของโองการรับสั่งตามคำอธิบายแรกก็คือ พวกท่านจงขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์ โดยอาศัยการ ดุอาอฺวิงวอนขอจากพระ องค์ ”  
  • (2)  ในอีกคำอธิบาย “ซอลาฮ์” การละหมาด ซึ่งเป็นศาสนกิจที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี ผู้อ่านอาจจะ สงสัยและตั้งคำถามว่าการละหมาด จะเป็นวิธีการขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์ได้อย่างไร ? ข้อสงสัยนี้ จะคลี่คลายและหมดไปทันทีเมื่อเรารู้จักการละหมาดดีพอ ผู้เขียน ไม่มีเจตนาจะดูหมิ่นว่าผู้อ่านบางท่าน ด้อยความรู้ ไม่รู้จักการละหมาด แต่ภาพของความเป็นจริงมันฉายฟ้องให้รู้ว่ามีอีกหลายคนที่เดียว ที่ไม่รู้จัก และเข้าใจการ ละหมาดดีพอ หลายคนอาจรู้จักการละหมาดและก็เคยละหมาด แต่ก็ไม่เคยเข้าถึงแก่นแท้ และรับรู้ถึงจิตวิญญาณ และมรรคผลอันเกิด ขึ้นจากการละหมาด การละหมาดของอีกหลายคนจึงเป็นเพียง แค่การเคลื่อนไหวและบริหารร่างกายเท่านั้น ละหมาดเหมือนไม่ได้ ละหมาด ต่อข้อสงสัยและคำถามที่ว่า การละหมาดจะเป็นวิธีการขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์ได้อย่างไร ? ผู้เขียนบอกไว้ก่อนแล้วว่าถ้าเรารู้จัก การละหมาด ก็จะรู้คำตอบได้เอง อย่างไรก็ตามผู้เขียนอยากจะหยิบยกตัวอย่างที่สามารถมองเห็นได้อย่าง เป็นรูปธรรม และผู้ที่เป็นตัวอย่างได้เป็นอย่างดี ในการนี้ ก็คือท่านรอซูลลุลลอฮ์ ท่านอิหม่ามอะหมัด และอาบูดาวู้ดได้รายงาน ไว้ว่า

كَانَ رَسُوْلُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ  إِذَاحَزَبَهُ أَمْرُ صَلَّى   ( وفي لفظ فَزِعَ إِلَى الصَّلاَةِ )

คราใดก็ตามที่เกิดเรื่องกังวลแก่ท่านรอซูลุลลอฮ์ ท่านจะละหมาด

ในบางสำนวนรายงานระบุว่า

“ ท่านรอซูลุลลอฮ์จะกระวีกระวาด รีบละหมาด อย่างทันทีทันใด

และในอีกหลาย ๆ เหตุการณ์ที่ท่านรอซูลุลลอฮ์ได้อาศัยการละหมาดเป็นวิธีการขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์ เช่น เมื่อครั้งสงครามสมรภูมิ บัดรฺใน ปีฮิจเราะฮ์ศักราชที่ 2 อิหม่ามอะหมัดบันทึกคำบอกเล่าของท่านคอลีฟะฮ์ อาลีไว้ว่า

ตลอดคืนก่อนการประจัญบานระหว่างกองทัพมุสลิมและกองทัพฝ่ายศรัตรู พวกเราต่างนอนพักเอา แรง มีเพียงท่านรอซูลุลลอฮ์ เท่านั้น ที่ยังคงยืนละหมาดขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์จนรุ่งเช้า

    และในสงครามอะหฺซาบ    (สงครามพันธมิตร) ปีฮิจเราะฮ์ศักราชที่ 5 ท่านหุซัยฟะฮ์บินอัลยะมานเล่าว่า

“ ตลอดช่วงเวลาที่กองทัพพันธมิตร (อะหฺซาบ) ปิดล้อมฝ่ายมุสลิมอยู่นั้นท่านรอซูลุลลอฮ์เพียรละหมาด และขอดุอาอฺจาก อัลลอฮ์ให้ ทรงช่วยเหลือ และประทานชัยชนะ  ให้แก่กองทัพฝ่ายมุสลิมตลอดทั้งคืน และทุกคืนท่านละหมาดอยู่เช่นนั้น จนกระทั่งสงครามยุติ และมุสลิมเป็นฝ่ายได้รับชัย ชนะในที่สุด

 และนอกเหนือจากภาวะสงครามแล้วท่านรอซูลลุลลอฮ์ยังได้แนะนำให้บรรดาซอฮาบะฮ์ผู้ศรัทธาละหมาด ในโอกาสที่เกิดปรากฏการณ์สุริยคราส  และจันทรคราสอีกด้วย อิหม่ามอัลบุคอรีย์และผู้บันทึกหะดีษอีกหลาย ท่านรายงานว่า ท่านรอซูลุลลอฮ์กล่าวว่า

“ พวกท่านจงรีบละหมาดทันทีเมื่อพวกท่านเห็นปรากฏการณ์สุริยคราสและจันทรคราส เพราะทั้งสอง ปรากฏการณ์นั้นเป็นสิ่งที่ อัลลอฮ์ทรงให้เกิดขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นถึงความน่าเกรงขามของพระองค์ ”

เพียงแค่ตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ก็คงเป็นคำตอบได้แล้วว่าทำไมการละหมาดจึงเป็นวิธีการขอความช่วยเหลือจาก อัลลอฮ์ และสำหรับท่านรอซูลุลลอฮ์แล้ว นั้นการละหมาดคือช่วงเวลาแห่งความสุขใจและความอิ่มเอมอันหา ที่เปรียบมิได้ ท่านอะนัสบินมาลิกเคยเล่าไว้ว่า ท่านรอซุลุลลอฮ์พูดเสมอว่า

  ( إِنَّمَا جُعِلَ قُرَّةُ عَيْنِيْ فِيْ الصَّلاَةِ ) ความหมาย “ ความสุขใจสูงสุดของฉันอยู่ในการละหมาด

เมื่อใจที่เป็นสุขเกิดจากการละหมาดและการเข้าใกล้อัลลอฮ์ ความทุกข์ร้อนทั้งปวงก็จะคลี่คลายลงทางออกของ ปัญหาก็จะมีมากขึ้น เรื่องยากก็จะกลายเป็น เรื่องง่าย โดยพระประสงค์และกรุณาธิคุณแห่งอัลลอฮ์  แต่สำหรับ ผู้ที่ไม่เคยเห็นคุณค่าและไม่เคยคิดที่จะแก้ปัญหา ด้วยวิธีการหันหน้า เข้าสู่การละหมาดเลย แน่นอนการละหมาดก็ ย่อมเป็นเรื่องที่เพิ่มความหนักใจให้กับเขามากยิ่งขึ้น จนหลายคนเวลาเกิด ปัญหาหรือมีวิกฤติชีวิต ก็จะลืมละหมาด และทิ้งละหมาดโดยสิ้นเชิง  ในบทอัลบะกอเราะฮ์  โองการลำดับที่ 45  อัลลอฮ์ทรงมีรับสั่งว่า

وَاسْتَعِينُوا بِالصَّبْرِ وَالصَّلَاةِ وَإِنَّهَا لَكَبِيرَةٌ إِلَّا عَلَى الْخَاشِعِينَ

“ และพวกท่านพึงหมั่นขอความช่วยเหลือโดยอาศัยการมีขันติธรรมและการละหมาดเถิด และแน่นอน การละหมาดย่อมกลาย เป็นสิ่งหนักอึ้ง (ภาระที่หนักและละบากใจ) นอกจากสำหรับผู้ที่นอบน้อมถ่อม ตนเท่านั้น ”

สารัตถะสำคัญจากโองการโดยสังเขป
  1. การขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เป็นการอิบาดะฮ์ และเป็นการแสดงออกถึงความมีศรัทธาอีหม่านต่อ อัลลอฮฺดังนั้นมุสลิมต้องขอความช่วยเหลือ จากอัลเพียงผู้เดียว
  2. “ ซ็อบรฺ ” ความอดทนคือคุณธรรมที่สอนให้มนุษย์รู้จักการอดกลั้นและระงับยับยั้งชั่งใจ และยังเป็น ลักษณะนิสัยที่ดีสำหรับมุสลิม และยังแสดงออกถึง การมีศรัทธาอีหม่านต่ออัลลอฮ์อีกด้วย
  3. “ ซอลาฮ์ ” อาจหมายถึงการดุอาอฺวิงวอนขอ และอาจหมายถึงการละหมาดซึ่งเป็นหน้าที่และความรับผิด ชอบของมุสลิมทุกคน และทั้งสองความหมาย ล้วนเป็นที่สิ่งแสดงออกถึงการมีศรัทธาและเชื่อมั่นต่อ อัลลอฮ์
  4. มุสลิมที่ดีมีศรัทธาต้องอาศัยการมีความอดทนอดกลั้นและการละหมาดพร้อมด้วยการดุอาอฺเป็นวิธีสำคัญ ในการขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์
  5. อัลลอฮ์จะทรงอยู่เคียงข้างมวลผู้ศรัทธาที่มีความอดทนและหมั่นดุอาอฺวิงวอนขอจากพระองค์
  6. การละหมาดและดุอาอฺวิงวอนขอจากอัลลอฮ์ส่งผลให้บุคคลในอดีตได้รับความสำเร็จอย่างงดงามและ น่าชื่นชมมามากต่อมากแล้ว

 ย้อนกลับ ตอนที่ 1                                                                                               ถัดไป ตอนที่ 3

 



@ เขียนโดย เว็บมาสเตอร์ warasatussunnah.net  E-mail : warasatussunnah@hotmail.com