เมื่ออัลลอฮ์เรียกท่านว่า  “ โอ้ผู้ศรัทธา ”
(ตอนที่ 1)



โดย อ.อับดุลลอฮฺ  สุไลหมัด

 

เป็นที่ทราบดีว่าการศึกษาและเรียนรู้ทำความเข้าใจเนื้อหาของพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานนั้นเป็น หน้าที่สำคัญลำ ดับต้น ๆ สำหรับมุสลิม คัมภีร์ อัลกุรอาน ที่มีปรากฏอยู่ในมือของมุสลิมทุกวันนี้เป็นมาก กว่าหนังสือสารานุกรม หรือคู่มือที่มีไว้เพื่อค้นคว้าหาข้อมูลความรู้เมื่อถึง คราวจำเป็น หรือฉุกเฉิน และเป็นมากกว่าตำรา ที่มีไว้เพื่อเรียน อ่านเรียนท่องในชั้นเรียนให้ครบหลักสูตรช่วงชั้นเท่านั้น   เพราะอัลกุรอานนั้นเป็นดำรัสของพระเจ้า เป็นธรรมนูญ สูงสุด และเป็นแหล่งรวมของสรรพศาสตร์ที่สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์อย่างหา ที่สุดมิได้

มุสลิมจำเป็นต้องรู้จักและภูมิใจในพระคัมภีร์อัลกุรอานให้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ภาพของความเป็นจริงใน ปัจจุบันฉายฟ้องให้รู้ว่า มุสลิมส่วนมาก กำลังรู้สึกเฉยๆกับอัลกุรอาน ทำเหมือนกับว่าอัล  กุรอานนั้นไม่มีความ สำคัญแต่ประการใดทั้งสิ้น หลายคนอาจไม่รู้เลยด้วยซ้ำ ไปว่า ในอัลกุรอานหนึ่งฉบับนั้น มีจำนวนกี่บทและกี่โอง การ ? โองการแรกอยู่ตรงไหน ? โองการสุดท้ายอ่านว่าอย่างไร ? และทุกวันนี้อัลกุรอานถูก ละเลยเพิกเฉยจาก มุสลิมบางคนมากยิ่งกว่า ลูกเมียน้อยเสียอีก

 มุสลิมหลายคนอายุก็มากแล้วแต่อ่านอัลกุรอานแทบจะไม่ต่างอะไรจากคนมุอัลลัฟหรือมุสลิมใหม่อ่านเลย วันนี้มุสลิมต้องกอบกู้สำนึก แห่งความรับผิดชอบต่อคัมภีร์อัลกุรอานกลับคืนมาอีกครั้ง ต้องหันมาให้ความสำคัญ กับอัลกุรอานให้มากขึ้น เพื่อให้อัลกุรอานคงความเป็น พระดำรัส แห่งพระเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์ , คงความเป็นเลิศ และสุดยอดในทุกๆด้านอยู่ตลอดเวลา

ต่อไปนี้คือสาระธรรมความรู้ที่ได้จากคัมภีร์อัลกุรอาน โดยการรวบรวมจากโองการที่เป็นรับสั่งของอัลลอฮ์ที่ทรง เรียกขานบ่าว ของพระองค์ ว่า “ โอ้ผู้มั่นในอีหม่านศรัทธา ” ( يَا أَيُّهَا الَّذِيْنَ آَمَنُوْا )     ซึ่งมีปรากฏในคัมภีร์อัลกุร อานประมาณ 90 โองการเท่านั้น ส่วนสาเหตุสำคัญที่เลือกนำ เสนอเฉพาะ โองการที่ขึ้นต้นด้วย  ( يَا أَيُّهَا الَّذِيْنَ آَمَنُوْا )ก็เพราะว่า ท่านอับดุลลอฮ์อิบนุมัสอู้ดได้บอกกล่าวถึงความ สำคัญของโองการเหล่านี้ไว่ว่า

إِذَا سَمِعْتَ اللهَ يَقُوْلُ : ( يَا أَيُّهَا الَّذِيْنَ آَمَنُوْا  ) فَأَعِرْهَا سَمْعَكَ فَإِنَّهُ خَيْرٌ يُؤْمَرُ بِهِ أَوْ شَرٌّ يُنْهَى عَنْهُ

“ คราใดที่ท่านได้ยินอัลลอฮ์ทรงมีรับสั่งว่า ( يَا أَيُّهَا الَّذِيْنَ آَمَنُوْا )   “ โอ้บรรดาผู้มั่นในศรัทธา “ ท่านจงสดับ รับฟังให้ดีเถิด เพราะนั่นอาจ เป็นคำสั่งให้ทำความดี หรือเป็นคำสั่งให้ละเลิกความไม่ดี ”

 จากคำชี้แจงของ ท่านอิบนุมัสอู้ดนี้สามารถเข้าใจได้ทันทีว่า เมื่อปรากฏโองการ ที่อัลลอฮ์ทรงรับสั่งด้วยيَا أَيُّهَا الَّذِيْنَ آَمَنُوْا   ( โอ้บรรดาผู้มั่นในศรัทธา ) เมื่อใด ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่มุอมินหรือผู้มั่นในศรัทธาต้องเตรียมตัวให้ พร้อมเพื่อสนองรับสั่งคำใช้และคำห้ามนั้นอย่างเคร่งครัด

และโอกาสนี้ ขออนุญาตประเดิมด้วยโองการแรกที่มีปรากฏในบทอัลบะกอเราะฮ์ โองการลำ ดับที่ 104  อัลลอฮ์ทรงมีรับสั่งว่า

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آَمَنُوا لَا تَقُولُوا رَاعِنَا وَقُولُوا انْظُرْنَا وَاسْمَعُوا وَلِلْكَافِرِينَ عَذَابٌ أَلِيمٌ

โอ้บรรดาผู้มั่นในศรัทธาเอ๋ย พวกท่านอย่าเอ่ยคำว่า رَاعِنَا (อ่านว่า รออี้นา) กับรอซูล  แต่พวกท่านจงพูด คำว่า اُنْظُرْنَا (อ่านว่า อุนซุ้รนา) แทนเถิด และพวก ท่านจงฟังอย่างตั้งใจ และสำหรับบรรดาผู้ปฏิเสธ ศรัทธานั้นต้องได้รับการลงโทษอันสุดแสนทรมาน   

บทอัลบะกอเราะฮ์ โองการที่ 104

ในโองการนี้ อัลลอฮ์ทรงมีรับสั่งเรียกขานบรรดาผู้มีอีหม่านศรัทธา (คือบรรดาซอฮาบะฮ์ในยุคนั้นและบรรดา ผู้มีศรัทธาในยุคต่อ ๆ มา) โดยทรง รับสั่งห้าม มิให้ผู้มีศรัทธาพูดคำว่า รออี้นา กับท่านรอซูล ทั้งนี้เพราะคำว่า รออี้นา นั้น บรรดานักวิชาการผู้เชี่ยวชาญและชำนาญศาสตร์ การอธิบายอัลกุรอาน ได้อธิบายชี้แจงถึงสาเหตุ การห้ามไว้สองคำอธิบายด้วยกัน  คือ

(1) คำว่า รออี้นา มีความหมายว่า “ ท่านต้องให้ความสำคัญกับพวกเรา ”  ซึ่งเมื่อพิจารณาดูแล้ว คำพูดนี้ เหมือนกับจะเป็นลักษณะของ การต่อรองกับรอซูลและต้องมีข้อแลกเปลี่ยนก่อน คล้ายกับจะพูดว่า ถ้าท่านไม่ให้ ความสำคัญกับพวกเราท่านก็จะไม่ได้รับการให้ความสำคัญ เช่นกัน ซึ่งเป็นการไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง  หรือ

(2) คำว่า รออี้นา ซึ่งเป็นคำศัพท์ธรรมดาๆในภาษาอาหรับที่แปลว่า “ โปรดสดับรับฟังเรา ” คำ ๆ นี้พ้อง เสียงกับคำศัพท์ในภาษาฮิบรูของ ชาวยิว ซึ่งใช้เป็นคำสบประมาทที่หยาบคายและมักใช้ดูถูกกันซึ่งๆหน้า แปลว่า  “ คนโง่เง้าเบาปัญญา ” และทุกครั้งที่บรรดาซอฮาบะฮ์ได้มีโอ กาสสนทนา กับท่านรอซูลก็มักจะเอ่ย โดยมิได้มีเจตนาอื่นใด นอกจากการขอความกรุณาจากท่านรอซูลให้รับฟังสิ่งที่บรรดาซอฮาบะฮ์ต้องการ จะพูด จะกล่าวเท่านั้นเอง และซอฮาบะฮ์ต่างก็ทราบดีว่า รออี้นา มิได้มีความหมายที่เสียหายแต่ประการใดทั้งสิ้น  ต่อมามีชาวยิวหลายคนได้ ยินบรรดาซอฮาบะฮ์พูด คำนี้กับท่านรอซูลจึงพากันฉวยโอกาสพูดคำว่า รออี้นา กับท่านรอซูลบ้างโดยมีเจตนาชั่วร้ายแอบแฝงอยู่ และทุกครั้ง ที่ชาวยิวพูดคำ ๆ นี้ก็จะพากันกระซิบ กระซาบพูดว่า ( เมื่อก่อนนั้นพวกเราจะด่าประณามมูฮำหมัดกันแต่ละทีต้องลักลอบแอบด่าแอบตำหนิ

แต่เดี๋ยวนี้พวกเราสามารถด่าได้อย่างเปิดเผยเต็มที่แล้ว โดยที่มูฮำหมัดและพรรคพวกไม่รู้ตัว ) แล้วชาวยิวก็พากัน หัวเราะชอบใจ   บรรดาซอฮา บะฮ์เองก็รู้ เท่าไม่ถึงการ รู้แต่เพียงว่า รออี้นา คือการขอร้องกับท่านรอซูล และอีกหลายคนก็ยังเข้าใจผิดอีกต่างหากด้วยว่า   รออี้นา ที่ชาวยิวพูดนั้นคงจะ เป็นการให้เกียรติกับรอซูล เหมือนกับที่ชาวยิวเคยให้เกียรติแก่บรรดาศาสนทูตของชาวยิวในอดีต แต่ความจริงหาได้เป็นเช่น นั้นไม่ เมื่ออัลลอฮ์ทรงมีรับสั่ง ประทานโองการนี้ลงมา จึงเป็นการเปิดโปงเจตนาที่ชั่วร้ายของชาวยิว

พระองค์ทรงแจ้งให้ซอฮาบะฮ์ทราบทั่วกันว่า พวกยิวนั้นมีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์แอบแฝงในการเอ่ยคำว่า รออี้นา    เพราะพวกยิวหมายถึง รออี้นา ในภาษาของยิวที่แปลว่า “ คนโง่เง้าเบาปัญญา ” ไม่ได้หมายถึง รออี้นา ในภาษาและความเข้าใจของ บรรดาซอฮาบะฮ์ ฉะนั้น อัลลอฮ์จึง ทรงมีรับสั่งห้ามมิให้บรรดาซอฮาบะฮ์พูดคำ ๆ นี้กับท่านรอซูลอีกโดย เด็ดขาด ถึงแม้จะไม่มีความหมายที่เสียหายก็ตาม โดยทรงแนะนำ ให้พูดคำว่า “ อุนซุ้รนา ” แทน ซึ่งสามารถสื่อความหมายและจุดประสงค์ที่ต้องการได้ และเรื่องราวทั้งหมดนี้ก็เป็นบทเรียนที่ดีแก่บรรดา ผู้มีศรัทธาในยุคสมัยนี้ได้เป็นอย่างดี 

จากนั้นอัลลอฮ์ทรงรับสั่งสำทับแก่บรรดาซอฮาบะฮ์ตลอดจนบรรดาผู้มีศรัทธาทั้งหลายว่า พวกท่านจงเองก็จง สดับฟังด้วยเช่นกัน และจง สังวรไว้เสมอว่าบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลายนั้นต้องได้รับการลงโทษอันแสนทุกข์ ทรมานในโลกหน้า อย่างแน่นอน  พวกท่านเองก็จง อย่าชะล่าใจโดยเด็ดขาด

สารัตถะสำคัญจากโองการโดยสังเขป
  • การสนองและปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮ์เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ศรัทธาทุกคน ซึ่งจะมีผล ผูกพันกับการมีศรัทธาและไม่มีศรัทธาของบุคคลด้วยเช่นกัน
  • การแสดงกิริยามารยาทที่ดีและเหมาะสมแก่ท่านรอซูลเป็นหน้าที่จำเป็นของผู้ศรัทธาทุกคน
  • การใช้วาจาที่หยาบคายไม่สุภาพ,หรือดูหมิ่นไม่ให้เกียรติแก่ท่านรอซูลเป็นสิ่งต้องห้าม(หะรอม) และเป็น มหันต์โทษ (บาปใหญ่)แม้จะเกิดจากความไม่ตั้งใจหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ตาม และหาก ว่ากิริยาวาจาที่ไม่ เหมาะสมนั้น ๆ เกิดจากความจงใจและเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ ก็ถือเป็นการกุฟร์ริดดะฮ์ (สิ้นและหมดสถานภาพ ความเป็นมุสลิม ) โดยทันที
  • ผู้ศรัทธาต้องระมัดระวังในการเลือกสรรคำพูด ต้องรู้จักและเข้าใจความหมายและจุดประสงค์ของข้อความ คำพูดต่าง ๆ ให้กระจ่าง และต้องหลีกเลี่ยงการใช้คำพูดที่หมิ่นเหม่และเสี่ยงต่อความหมายที่ไม่เหมาะสม เพื่อรักษาความบริสุทธิ์และความสมบูรณ์ในการอีหม่านกับรอซูลและเพื่อความรอบคอบป้องกัน ความ เสียหาย หรือผลกระทบที่ อาจเกิดขึ้นโดยคาดไม่ถึง
  • ยิว คือ ศัตรูถาวรของอิสลามและมุสลิม ยิวพยายามหาโอกาสย่ำยีเหยียดหยามและทำลายอิสลามและ มุสลิมมาโดยตลอด แม้จะด้วยคำพูดเล็กๆน้อยๆที่คาดไม่ถึงก็ตาม  มุสลิมผู้ศรัทธาจึงควรตระหนักในความ ชั่วช้าของยิวประการนี้ไว้ให้ดี

ถัดไป ตอนที่ 2

 



@ เขียนโดย เว็บมาสเตอร์ warasatussunnah.net  E-mail : warasatussunnah@hotmail.com