ค่านิยมใหม่ของเยาวชนมุสลิมไทย


 โดย ไม่ประสงค์ออกนาม   มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา วิทยาเขตปัตตานี

 

การศึกษาศาสนาอิสลามในประเทศไทยไปไกลกว่าที่คิด เมื่อก่อนนี้ผู้เขียนคิดว่าการเรียนศาสนาอิสลามที่เที่ยง ตรงนั้น เราต้องดั้นด้นไปเรียนต่างแดนอันแสนไกล จนกระทั่งถึงตะวันออกกลางแถบคาบสมุทรอาระเบียหรือ ที่อื่นๆ ที่มีแหล่งวิชาการทางศาสนาเป็นที่ยอมรับของโลกอิสลาม จนทำให้เกิดปรากฏการที่เรียกก้นว่าค่านิยม ของคนแขก (เป็นศัพท์ที่ผู้เขียนคิดเอง) ที่อยากมีลูกมีหลานเป็นครูอาจารย์ที่จบจากเมืองนอก และเมื่อสิ่งที่เรา เรียกว่าค่านิยมอันนี้เอง ทำให้มุสลิมในประเทศไทยหยุดอยู่กับที่หรืออาจจะเรียกได้ว่าถอยหลังลงคลองเลย ก็ว่าได้

จะเรียกว่าถอยหลังลงคลองก็ดูจะไม่เหมาะสมนักอาจจะดูเป็นการไม่สุภาพและไม่เป็นเกียรตินักในความรู้สึกของ พ่อแม่ที่ใฝ่ฝันอยากมีลูกหลานจบจากเมืองนอกคงจะเรียกแค่ว่าเป็นความก้าวหน้าที่หดหายเพราะการไปเรียนต่อ เมืองนอกยังคงเป็นที่นิยมอยู่ใคร ๆ ก็ยากไปเรียนต่อที่ไคโรที่นั่นที่นี่แต่ลองถามดูสิว่าเทอมหนึ่ง ๆ มีโอกาสเข้า ชั้นเรียน หรือเข้ารับฟังอาจารย์หรือดอกเตอร์ที่มาบรรยายกี่ครั้งจะพูดไปก็มีแต่จะอับอายขายขี้หน้าสาวไส้ให้กา กินกันเปล่า ๆ

วกกลับมาเรื่องค่านิยมที่ทำให้ดูเหมือนกับว่ากำลังจะถอยหลังลงคลอง ก็คงไม่พ้นเรื่องราวของการศึกษาหาวิชา ความรู้นั่นเอง เพราะตราบใดก็แล้วแต่ ที่เรามีเป้าหมายในการศึกษาว่า เราต้องเป็นนักเรียนจบนอกหรือต้องเคยไป เรียนเมืองนอกมาก่อน แน่นอนที่สุดดังกล่าวเป็นความคิดและความตั้งใจที่ผิด ถึงแม้กระนั้นก็ตามผู้เขียนเองรวม ถึงท่านผู้อ่านทุกท่านคงต้องเคยพบเห็นบุคคลต่าง ๆ เหล่านั้นมาแล้วไม่มากก็น้อยของสังคมมุสลิมในประเทศ ไทย เราจะได้ยินคำพูดที่ว่า " อาจารย์คนนั้นจบจากประเทศนั้น  ท่านครูคนนี้จบจากประเทศนี้  ไม่จบนอก ไม่ต้องมาเสนอหน้า ” จนกลายเป็นวัฒนธรรมที่ต้องขนานนามบุคคลเหล่านั้นว่าเป็น ( อาจารย์........ ท่านครู ........ ) คำ ๆ นี้เป็นคำที่มีเกียรติ ดูดี น่านับถือและยกย่อง แต่ผู้ที่จะใช้คำนำหน้าอันทรงเกียรตินี้ได้นั้น สมควร ต้องมีคุณสมบัติอะไรมากมายหลายอย่างและต้องมากกว่าบุคคลทั่วไปอย่างปฏิเสธมิได้เป็นอันขาด ทั้งทางด้าน ความรู้ความสามารถ จริยธรรม คุณธรรม บุคลิกภาพการวางตัว และการเสียสละ เป็นต้น

เมื่อกล่าวถึงการเรียนรู้ทางด้านศาสนาในประเทศไทย คนไทยนั้นได้เริ่มร่ำเรียนศาสนากันมากตั้งแต่ระดับฟัรฎูอีน จนถึงซานาวีย์ ซึ่งตรงนี้เองเรารู้กันมานานหลายสิบปี แต่ทว่าในระดับอุดมศึกษาเราไม่มีตัวเลือกเลยยกเว้นแค่ เพียงสองสถาบัน

(1) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ฯ วิทยาเขตปํตตานี ที่มีหลักสูตรอิสลามศึกษา แต่เป็นวิทยาเขตที่ต้อง ขึ้นกับส่วนราชกาลในทุกระบบการบริหารงาน และวิชาการส่วนหนึ่งมีคณะอิสลามศึกษาเป็นอีกคณะหนึ่งที่การ เรียนการสอนศาสนาอิสลามเต็มรูปแบบ ที่หลายคนในวงการการศึกษาเรียกว่า (ว.อ.ศ.)   และอีกสถาบันหนึ่งคือ

(2) มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา(อดีตวิทยาลัยอิสลามยะลา) สถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาแห่งนี้ก็เป็น อีกตัวเลือกหนึ่งสำหรับมุสลิมในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นสุดยอดนวัตกรรมทางการศึกษาอิสลามในระดับอุดม ศึกษาภายในประเทศ ที่มุสลิมในประเทศต้องให้ความสนใจและต้องหันหลังกับมามองกันอย่างจริงจัง

เพราะมหาวิทยาลัยอิสลามทั้งสองแห่งนี้คือความภาคภูมิใจของมุสลิมทุกคนในประเทศไทย  ที่ผู้เขียนต้องกล่าว เช่นนี้เป็นเพราะว่าการ ศึกษาในระดับสูงของไทยนั้น เราเคยเล่าเรียนกับครูอาจารย์ที่ไม่ใช่มุสลิม ไม่มีความเชื่อ ศรัทธาและสันทัดในวิชาและศาสตร์ที่สอนเรียนกันในมหาวิทยาลัยที่มิได้จัดตั้งขึ้นเพื่อมุสลิมหรืออิสลามโดย ตรงกันมาอย่างยาวนาน

และที่น่ากลัวไปมากกว่านั้นคือนักศึกษามุสลิมหลายคนก็หลงเข้าไปตามระบบแนวคิดของพวกผู้ที่ปฏิเสธ ในอัลลอฮฺ รวมถึงการดำเนินชีวิตของบรรดาผู้ที่ไม่มีศาสนาเป็นแบบฉบับ  และเรารับรู้กันมายาวนานว่ามุสลิมเป็น ประชากรมากอันดับสองรองลงมาจากศาสนาพุทธ  และมีมหาวิทยาลัยนับร้อย ๆ แห่งในไทยมีวิทยาลัยสงค์  และมากกว่า 40 แห่งเป็นคริสเตียน ทั่งๆที่มุสลิมมีความสามารถไม่แพ้ศาสนนิกอื่นเลยแม้แต่น้อย ทำให้เราและ พี่น้องมุสลิมในประเทศไทยอดคิดไม่ได้ว่า " มุสลิมในประเทศไทยจะมีมหาวิทยาลัยอิสลามเป็นของตัวเอง ตามแบบที่มุสลิมกำหนดเองเต็มรูปแบบหรือไม่ ? คือ เต็มรูปแบบทั้งด้านการบริหารจัดการและด้านวิชาการ อิสสามและภาษาอาหรับและมีบุคลากรการศึกษา ที่เป็นมุสลิมล้วนๆ

และปัจจุบันนี้มหาวิทยาลัยอิสลามในประเทศไทยได้พิสูจน์ให้สังคมไทยเห็นแล้วว่ามุสลิมไทยทำได้และไม่ด้อย กว่าใครในชาติ  และเราจักต้องใช้สถาบันการศึกษาอิสลามทั้งสองแห่งนี้ให้มีส่วนในการลบล้างทัศนะคติเดิม ๆ ของพวกที่เป็นปรปักษ์กับอิสลามที่ว่า " พวกแขกหรือมุสลิมชอบนิยมและใช้ความรุนแรง และเผยแผ่ ศาสนาด้วยกำลังและอาวุธ "  รวมถึงค่านิยมของมุสลิมบางส่วนในประเทศไทยด้วยที่ว่า " จะเรียนศาสนา ต้องไปเรียนที่เมืองนอก " หรือแม้กระทั่งแนวคิดการยอมรับเฉพาะครูหรืออาจารย์ที่จบจากเมืองนอกเท่านั้น ใครไม่จบนอกไม่มีโอกาสได้พูดได้บรรยายหรือทำงานศาสนาในภาคสังคม  เพราะคนจบเมืองนอกดูจะมีภาษีและ ราศรีกว่าคนที่เรียนและจบในประเทศ

ดังกล่าวนี้เองผู้เขียนเชื่อว่าจะทำให้เราขาดความบริสุทธิ์ใจในการเรียนศาสนาไปในระดับหนึ่ง ยกเว้นเฉพาะผู้ที่ อัลลอฮ์ทรงคุ้มครองเขาจากความไม่บริสุทธิ์ใจ และผู้เขียนขอเรียกว่าเป็นการวางยาพิษให้กับสังคมมุสลิม  ผู้เขียนมิได้มีความอคติกับนักเรียนนอกหรือการเรียนเมืองนอกแต่ประการใดทั้งสิ้น  เป็นการดีถ้าเรามีโอกาสที่จะ ศึกษาศาสนาอิสลามในสถานที่ต่างๆอย่างจริงจังและบริสุทธิ์ใจ ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน ๆ ก็ตาม และสิ่งที่ผู้เขียน ประสงค์และต้องการเน้นคือ ไม่ต้องการให้มีค่านิยมแห่งการยึดติดกับสถานที่หรือสถาบัน และการลุ่มหลงกับ ค่านิยมผิด ๆ ที่แพร่หลายในกลุ่มนักเรียนที่จบนอกมา เช่น ค่านิยมที่ว่า “ นักวิชาการกลุ่มแม่น้ำไนล์ (จบไคโร) ต้องแน่กว่าหรือมีความรู้มากกว่ากลุ่มแม่น้ำคงคา(จบอินเดีย) หรือ “ กลุ่มทะเลแดง(จบมักกะห์,มะดีนะห์) ต้องเหนือชั้นกว่ากลุ่มชมพูทวีป (จบอินเดีย,ปากีฯ) เป็นต้น   

เพราะผู้เขียนเชื่อเสมอว่า นักเรียน,นักวิชาการหรือนักการศาสนาคือผู้ที่จะเป็นธรรมทายาทสืบทอดมรดกธรรม จากท่านรอซูล คน ๆ นั้นไม่จำเป็นต้องจบที่เมืองนอก แต่ผู้ที่จะมาเป็นครูอาจารย์เป็นนักการศาสนาหรือเป็นแม่ แบบแห่งคุณธรรม,ศีลธรรมและจริยธรรม คือผู้ที่ต้องมีความยำเกรงต่ออัลลอฮ์ ซื่อสัตย์และรับผิดชอบต่อวิชา ความรู้ และมีการวางตัวประพฤติตนที่เหมาะสมให้เป็นที่เชิดหน้าชูตาให้กับศาสนาอิสลามและสังคมมุสลิมได้ พูดสั้นๆก็คือต้องมีจรรยาบรรณของของความเป็นครูอาจารย์สอนศาสนานั่นเอง แต่ถ้าจบจากเมืองนอกหรือ ในเมืองไทยแล้วยังมีความประพฤติที่ไม่เหมาะสม ขาดคุณสมบัติของความเป็นนักวิชา การและนักการศาสนาที่ดี ไม่มีความรับผิดชอบในวิชาความรู้ ไม่รักษาจุดยืนและภาพลักษณ์ของมุสลิมและอิสลามไว้ได้ เมื่อไม่มีจรรยา บรรณก็ไม่สมควรได้รับเกียรติใช้คำนำหน้าว่าครูหรืออาจารย์ แม้จะจบมาจากมหาวิทยาลัยชื่อดังในต่าง ประเทศก็ตาม

ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่าเราทุกคนน่ะช่วยกันทำลายกำแพงแห่งค่านิยมที่ผิด ๆ ดังกล่าวให้หมดไปจาก ความรู้สึกที่มีอยู่ในตัวเองเป็นอันดันดับแรก แล้วขยายความเชื่อความเข้าใจที่ถูกต้องและเหมาะสมให้ออกไปสู่ สังคมวงกว้าง เพราะผู้ที่จะถูกตีตราว่าเป็นบุคคลมีเกียรติที่สุดอย่างแท้จริงนั้นคือผู้ที่ยำเกรงต่ออัลลอฮ์มากที่สุด มิใช่ผู้ที่จบจากมหาวิทยาที่ดังที่สุดหรือดีที่สุดหรืออยู่เมืองนอกนานที่สุด  หากการเขียนบทความนี้ผิดพลาด และไม่ตรงกับความคิดและทัศนะคติของท่านผู้อ่านผู้เขียนขอน้อมรับ ในความคิดของทุกท่าน.


 


@ เขียนโดย เว็บมาสเตอร์ warasatussunnah.net  E-mail : warasatussunnah@hotmail.com วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 56 เวลา 20.50 น.