น้ำซัมซัม


 โดย อ.อับดุลลอฮ์ สุไลหมัด

 

ท่านนะบีย์อิบรอฮีม อะลัยฮิสลาม พาภรรยาชื่อนางฮาญัรและลูกชายชื่ออิสมาอีล อะลัยฮิสลาม เดินทางจาก ดินแดนปาเลสไตน์มุ่งหน้ายังที่ราบลุ่มกลางทะเลทราย โดยให้ทั้งสองพักอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่ขึ้นอยู่ไม่ไกล นักจากที่ตั้งของบัยตุลลอฮ์ บริเวณนั้น ไม่มีคน ไม่มีที่พัก ไม่มีแหล่งน้ำ ท่านนะบีย์อิบรอฮีม อะลัยฮิสลาม มอบถุงหนัง 2 ใบที่บรรจุอาหารและน้ำดื่มให้แก่ฮาญัรและลูก แล้วหันหลังเดินจากไป นางฮาญัรเดินตามหลัง มาติด ๆ แล้วร้องถามว่า (โอ้อิบรฮีมผู้เป็นสามีของข้า ท่านจะไปไหน ท่านจะทิ้งเราไว้ในที่ ๆ ไม่มีผู้คน ไม่มีอะไร เลยเช่นนี้หรือ ?) นะบีย์อิบรอฮีม อะลัยฮิสลาม เดินก้มหน้าไม่ตอบอะไร จนนางฮาญัรถามซ้ำอีกครั้งว่า  (หรือว่าอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงบัญชาให้ท่านทำใช่ไหม ?) นาบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสลาม จึงตอบว่า (ใช่แล้ว) นางฮาญัรตอบว่า (เมื่อเป็นพระบัญชาของอัลลอฮ์ ตะอาลา แล้ว แน่นอนพระองค์จะไม่ทรงทอดทิ้งเราอย่างแน่ นอน เชิญท่านเดินทางต่อไปเถิด) เมื่อนะบีย์อิบรอฮีม อะลัยฮิสลาม  เดินพ้นมาได้ระยะหนึ่งจึงยกมือวิงวอน ขอจากอัลลอฮ์  ตะอาลา ว่า :

رَّبَّنَا إِنِّي أَسْكَنتُ مِن ذُرِّيَّتِي بِوَادٍ غَيْرِ ذِي زَرْعٍ عِندَ بَيْتِكَ الْمُحَرَّمِ رَبَّنَا لِيُقِيمُوا الصَّلَاةَ فَاجْعَلْ أَفْئِدَةً مِّنَ النَّاسِ تَهْوِي إِلَيْهِمْ وَارْزُقْهُم مِّنَ الثَّمَرَاتِ لَعَلَّهُمْ يَشْكُرُونَ

"โอ้พระผู้เป็นเจ้าของเรา แท้จริงข้าพระองค์ได้ให้ลูกหลานของข้าฯ อาศัยอยู่ ณ ที่ราบลุ่มนี้ โดยไม่มีพืชผลใดๆ ซึ่งอยู่ที่บ้านอันเป็นเขตหวงห้ามของพระองค์  โอ้พระผู้เป็นเจ้าของเรา เพื่อให้พวกเขาได้ดำรงละหมาด ขอทรงทำให้จิตใจจากปวงมนุษย์มุ่งไปยังพวกเขา และขอทรงประทานปัจจัยดำรงชีพที่เป็นพืชผลแก่พวกเขา ด้วยหวังว่าพวกเขาจักสำนึกขอบคุณ "

(ซูเราะฮ์อิบรอฮีม อายะฮ์ที่ 37)

นางฮาญัรพักอาศัยอยู่ที่ต้นไม้นั้นได้ระยะเวลาหนึ่ง นางพยายามกินอาหารและดื่มน้ำเพื่อประทังชีวิตอย่าง ประหยัด ทำให้น้ำนมของนาง ที่ให้ลูกน้อยดื่มเริ่มน้อยลง จนวันหนึ่งอาหารและน้ำในถุงหมดลง และนมจากอก ของนางก็หมดลงเช่นกัน นางฮาญัรและลูกของนางจึงทั้งหิว และกระหาย “อิสมาอีล” ลูกน้อยของนางที่อายุได้ เพียง 2 ขวบจึงเริ่มร้องไห้งอแงด้วยความหิว นางฮาญัรทนหิวทนกระหายได้ แต่นางทนดูลูกน้อยของนางร้องไห้ อย่างทรมานด้วยหิวไม่ได้ นางตัดสินใจวางลูกน้อยของนางไว้ที่ร่มโคนต้นไม้ แล้วลุกขึ้นมองไปรอบ ๆ นางไม่พบเห็นอะไรเลยนอกจากเปลวแดดอันร้อนระอุ นางรีบวิ่งขึ้นไปที่เนินเขาซอฟาแล้วสอดสายตาหาผู้คน และแหล่งน้ำ ไม่มีทั้งคนและน้ำ นางลงจากเนินเขาซอฟาแล้วรีบวิ่งไปยังเนินเขามัรวะฮ์ใกล้ ๆ นั้น เผื่อว่านางจะ พบจะเห็นอะไรบ้าง นางไม่เห็นทั้งคนและน้ำ นางวิ่งขึ้นวิ่งลงระหว่างเนินเขาทั้งสองถึง 6 ครั้ง นางย้อนกลับมา ดูอิสมาอีลลูกน้อยของนางที่กำลังร้องกระจองอแง นางไม่อาจทนดูลูกของนางตายไปต่อหน้าต่อตาได้ นางจึงออกไปหาน้ำอีกครั้งและหวังว่าได้พบใครซักคนในครั้งนี้ สุดท้ายนางยืนบนเนินเขา มัรวะฮ์แล้วเพ่งสายตา มองหาผู้คนและแหล่งน้ำอีกครั้ง

ทันใดนั้นนางได้ยินเสียงประหลาด นางจึงหยุดนิ่งตั้งใจฟัง แต่นางก็ไม่อาจรู้ได้ว่าเป็นเสียงของผู้ใด นางเริ่มรู้สึก ห่วงลูกน้อยของนางขึ้นมาทันที นางจึงรีบย้อนกลับมาที่ลูกของนาง แล้วนางก็เห็นมะลักญิบรีลปรากฎร่างอยู่ ที่ข้าง ๆ ลูกน้อยของนาง นางรีบพูดขึ้นว่า (เมื่อท่านจงใจให้เราได้ยินเสียงของท่าน ท่านก็โปรดช่วยสงเคราะห์เรา ด้วยเถิด หากท่านมีความสามารถ) มะลักญิบรีลจึงใช้ส้นเท้ากระแทกลงตรงบริเวณที่ปลายเท้าของ อิสมาอีลดิ้น ถีบอยู่ ฉับพลันก็มีน้ำผุดซึมและเอ่อขึ้นมาตรงบริเวณนั้นอย่างมากมายและเจิ่งนอง นางฮาญัรรีบคุกเข่านั่งลงแล้ว เอามือกอบทรายมาป้องเป็นคันขอบกักน้ำไว้ มือก็ป้องไป ปากก็พึมพำไปด้วยความตื่นเต้นดีใจว่า  “ซัม ซัม ซัม ซัม” จนกลายเป็นชื่อของแอ่งน้ำนั้นในเวลาต่อมา และนางฮาญัรได้ดื่มน้ำนี้จนอิ่มและหายกระหาย และมีน้ำนมให้ลูกของนางได้ดื่มกินอย่างสมบูรณ์

ต่อมามีเผ่าอาหรับชื่อ “ญุรฮุม” สัญจรผ่านมา และสังเกตเห็นฝูงนกจำนวนมากบินร่อนอยู่ จึงส่งคนออกสำรวจ และพบว่ามีแหล่งน้ำอยู่ (เป็นของผู้หญิงคนหนึ่งกับลูกชาย) ชาวเผ่าญุรฮุมจึงเจรจาของอนุญาตนางฮาญัรเพื่อลง พักอาศัยตั้งหลักแหล่งที่บริเวณบ่อน้ำนี้ด้วย นางฮาญัรเองกำลังต้องการผู้ที่จะอยู่เป็นเพื่อนคอยช่วยเหลือ เกื้อกูลกัน จึงอนุญาตให้เผ่าญุรฮุมลงพักและตั้งรกรากอยู่ด้วยกันด้วยความยินดี และต่อมาเมื่ออิสมาอีล เติบโตสู่วัยผู้ใหญ่ก็ได้แต่งงานกับหญิงสาวชาวญุรฮุม

ชาวญุรฮุมที่เป็นลูกหลานของนาบีอิสมาอีลได้ช่วยกันขุดและดูแลรักษาบ่อน้ำซัมซัมเรื่อยมาหลายต่อหลายยุค จนกระทั่งเผ่า “คุซาอะฮ์” ที่อพยพจากเยเมนหลังเขื่อน “มะอฺริบ” แตกและเกิดอุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่ มารุกรานและ ยึดครองบ่อน้ำซัมซัม  จนทำให้เผ่าญุรฮุมต้องแยกย้ายกระจัดกระจายไปตามดินแดนอื่น ๆ เช่น แคว้นติฮามะฮ์ เป็นต้น

ต่อมา “ กุศ็อยย์บินกิลาบ ” ได้เข้ายึดครองบ่อน้ำซัมซัมต่อจากเผ่าคุซาอะฮ์ และขับไล่เผ่าคุซาอะฮ์ออกจากดิน แดนมักกะฮ์ และมอบอำนาจหน้าที่การดูแลรับผิดชอบบ่อน้ำซัมซัมให้กับ “กินานะฮ์” และกินานะฮ์ได้มอบหน้าที่ การดูแลรักษาบ่อน้ำซัมซัมนี้ให้กับ “กุร็อยช์” ในเวลาต่อมา ซึ่งในเวลานั้นเมืองมักกะฮ์เริ่มมีการขุดบ่อน้ำเพิ่มขึ้น อีกหลายบ่อ ประชาชนของแต่ละเผ่ามีน้ำใช้อย่างสะดวก จึงทำให้บ่อน้ำซัมซัมไม่ได้รับการดูแลรักษาและตื้นเขิน จนใช้การไม่ได้ระยะหนึ่ง จนถึงยุคของ “อับดุลมุฏฏอลิบ” จึงได้มีการรื้อฟื้นขุดบ่อน้ำซัมซัมนั้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง

ลักษณะบ่อน้ำซัมซัม

บ่อน้ำซัมซัมตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของอาคารกะอ์บะฮราว 20 เมตร บ่อมีความลึกราว 30 เมตร มีเส้นผ่าศูนย์ กลางระหว่าง 1.08 และ 2.66 เมตร มีระดับน้ำ 3.23 เมตรใต้ระดับพื้นดิน ได้มีการทดลองดูดน้ำซัมซัมออกจากบ่อ ด้วยปั๊มน้ำที่มีความแรง 8,000 ลิตรต่อวินาที เป็นเวลามากกว่า 24 ช.ม. ปรากฏว่าน้ำได้ลดลงเพียง 12.72 จากใต้ระดับพื้นดิน เมื่อเพิ่มเวลาดูดน้ำออกไปอีก ปรากฏว่าน้ำในบ่อลดเพิ่มเป็น 13.39 เมตร จากใต้ระดับพื้นดิน และก็ไม่ลดลงอีกเลย แม้จะดูดน้ำออกตลอดเวลาก็ตาม เมื่อปั๊มน้ำหยุดทำงาน น้ำในบ่อก็เอ่อขึ้นสู่ระดับปกติภาย ในเวลาเพียงแค่ 11 นาทีเท่านั้น ซึ่งหมายความได้ว่า รอบ ๆ ข้างบ่อมีชั้นหินอุ้มน้ำ (aquifer) ที่อยู่ใต้เมืองมักกะฮ์ ยุคโบราณกันเรียกว่า “วาดีอิบรอฮีม” ที่มีน้ำสำรองมากมายไม่มีวันเหือดแห้ง เคยมีนักสำรวจลงสำรวจบ่อน้ำ อย่างละเอียดจนถึงก้นบ่อ พบว่าน้ำออกมาจากชั้นทรายก้นบ่อ ไม่พบท่อหรืออุโมงค์สำหรับนำน้ำจากแหล่งน้ำอื่น ๆ เข้ามาในบ่อได้ และไม่เคยปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์เลยว่าน้ำซัมซัมเคยหยุดไหล ยิ่งกว่านั้นยังเพียงพอ สำหรับผู้คนจำนวนหลายล้านที่มาดื่มและใช้ ไม่ว่าจะเป็นฤดูใดก็ตาม บ่อน้ำซัมซัมในปัจจุบันถูกปิดไว้ในห้อง กระจกในชั้นใต้ดิน ไม่อนุญาตให้ผู้คนทั่วไปเข้าไปตักเองเหมือนในอดีต แต่น้ำซัมซัมจะถูกสูบออกมานอกมัสญิด เพื่อให้ผู้คนได้บรรจุภาชนะพากลับไปตามที่ต้องการ เจ้าหน้าที่จะบรรจุน้ำในคูลเลอร์ให้ผู้คนในมัสญิด หะรอมได้ดื่มตลอดเวลา นอกจากนี้ยังขนส่งไปยังมัสยิดินนะบะวีย์ในมะดีนะฮ์อีกด้วย

ในปี ค.ศ. 1960 มีนายแพทย์ชื่อดร.อะหฺมัดมุฮัมหมัดกะมาล จากกรุงไคโร ประเทศอิยิปต์ เขียนบทความลง ในวารสารฉบับหนึ่ง ว่ามีสิ่งสกปรกเจือปนอยู่ในน้ำซัมซัมากมาย โดยได้อ้างว่าเพราะบ่อน้ำซัมซัมนั้นอยู่ใน บริเวณที่มี ระดับต่ำที่สุดของเมืองมักกะห์ จึงทำให้สิ่งสกปรกและโสโครกต่าง ๆ จากที่สูงไหลลงมายัง บ่อน้ำซัมซัมนี้ได้โดยง่าย และทำให้น้ำซัมซัมไม่สะอาด บทความนี้ได้ถูกตีพิมพ์และเผยแพร่อย่างแพร่หลายตาม หน้าหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ ในประเทศตะวันตก จึงทำให้เกิดความสับสนและเข้าใจผิดในหมู่มุสลิมเป็นอย่างมาก และเมื่อกษัตริย์ไฟซอล แห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ทราบเรื่องจึงมีคำสั่งให้รัฐมนตรีกระทรวง เกษตรและทรัพยากรน้ำ ของซาอุดีอาระเบีย เก็บตัวอย่างน้ำซัมซัมไปทดสอบ และตัวอย่างน้ำ บางส่วนถูกนำส่งไปทดสอบที่ห้องทดลองในประเทศตะวันตก โดยมีนักวิทยาศาสตร์มุสลิมเข้าร่วมทดสอบ ในครั้งนี้ด้วย

ผลการทดสอบปรากฏว่า น้ำที่เก็บตัวอย่างจากบ่อน้ำซัมซัมนั้นเป็นประเภทน้ำแร่ รสชาติคล้ายน้ำผสมเกลืออ่อน ๆ มีความสะอาดปลอดสารพิษและสารเจือปน สามารถบริโภคได้ ซึ่งมีส่วนประกอบของแคลเซียมและแม็ก นีเซียม คลอไรด์ ซัลเฟต ไนเตรท โซเดียม โปตัสเซียม และธาตุอื่น ๆ อีก และยังมีฟลูออไรด์ธรรมชาติ ปริมาณสูงช่วยกำจัดเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบันนี้รัฐบาลซาอุดีอาระเบียได้จัดตั้งหน่วยงานรับผิด ชอบเฉพาะขึ้น ชื่อว่าศูนย์ศึกษาและวิจัยน้ำซัมซัม อันจะทำให้สามารถนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการผลิตน้ำซัมซัมเพื่อบริการประชาชนและบรรดาฮุจญาจญ์ (ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์)  ในขณะเดียวกันยังสามารถควบคุมคุณภาพของน้ำมิให้ปนเปื้อน

ความประเสริฐและคุณค่าของน้ำซัมซัม

1. ท่านอะนัส อิบนุ มาลิก เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ รายงานว่า อะบูซัรร์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าให้ฉันฟังว่า ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า  :

فُرِجَ سَقْفِي وَأَنَا بِمَكَّةَ، فَنَزَلَ جِبْرِيلُ عَلَيْهِ السَّلاَمُ، فَفَرَجَ صَدْرِي ثُمَّ غَسَلَهُ بِمَاءِ زَمْزَمَ، ثُمَّ جَاءَ بِطَسْتٍ مِنْ ذَهَبٍ، مُمْتَلِئٍ حِكْمَةً وَإِيمَانًا، فَأَفْرَغَهَا فِي صَدْرِي ثُمَّ أَطْبَقَهُ، ثُمَّ أَخَذَ بِيَدِي فَعَرَجَ إِلَى السَّمَاءِ الدُّنْيَا، قَالَ جِبْرِيلُ لِخَازِنِ السَّمَاءِ الدُّنْيَا: افْتَحْ قَالَ: مَنْ هَذَا؟ قَالَ: جِبْرِيلُ

"ขณะที่ฉันอยู่ที่มักกะฮ์ หลังคาบ้านของฉันได้ถูกเปิด ดังนั้นท่านญิบรีล อะลัยฮิสลามก็ได้ลงมา และผ่าหัวใจของฉัน หลังจากนั้นก็ล้างหัวใจด้วยกับน้ำซัมซัม เสร็จแล้วได้นำถาดทองคำซึ่งเต็มไปด้วย ความรู้และการศรัทธามา และได้บรรจุมันลงในหัวใจของฉัน เสร็จแล้วก็ปิดผนึก (หัวใจ) ต่อจากนั้นก็จับมือฉันและนำฉันขึ้นสู่ฟากฟ้าของดุนยา ท่านญิบรีลได้กล่าวกับผู้เฝ้าชั้นฟ้าว่า : จงเปิดประตู เขาถามว่า : ท่านคือใคร ? ท่านญิบรีลตอบว่า : ฉันญิบรีล "

(บันทึกโดยบุคอรีย์ : 1636)

2. ท่านญาบิร อิบนุ อับดุลลอฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ รายงานว่า ท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า  :

مَاءُ زَمْزَمَ لِمَا شُرِبَ لَهُ

"น้ำซัมซัมนั้น จะได้ผลตามที่ตั้งใจดื่ม"

(บันทึกโดยอะหมัด : 14849 อิบนุมาญะฮ์ : 3062)

หมายถึง เมื่อผู้ดื่มน้ำซัมซัมวิงวอนขอต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา ในขณะดื่มอย่างไร มักจะได้ผลตามที่วิงวอนขอ -อินชาอัลลอฮ์- เช่น ดื่มเพื่อให้เป็นยาบำบัดอาการไข้เจ็บได้ป่วยต่าง ๆ น้ำซัมซัมก็จะมีสรรพคุณเป็นยาบำบัดด้วย พระอนุมัติของอัลลอฮ์ ตะอาลา และบรรดาเศาะฮาบะฮ์เคยดื่มน้ำซัมซัมแล้วขอดุอาอ์ให้ไม่หิวกระหายอีก ในวันกิยามะฮ์ ท่านอิบนุหะญัรเคยดื่มน้ำซัมซัมแล้วขอดุอาอฺจากอัลลอฮ์ ตะอาลา ให้เขาเป็นผู้มีความรู้ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงเมตตาให้เขามีความรู้อย่างมากมาย มากกว่าครูบาอาจารย์ของเขาเสียอีก

3. ท่านอะบูซัรร์ อัลฆิฟารีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ รายงานว่า ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

 :

إِنَّهَا مُبَارَكَةٌ إِنَّهَا طَعَامُ طُعْمٍ

"แท้จริงน้ำซัมซัมนั้นมีบะรอกะฮ์ (ความจำเริญ) แท้จริงมันเป็นอาหารที่มีคุณค่า"

(บันทึกโดยมุสลิม : 2473)

หมายถึง มีคุณทางอาหารหรือโภชนาการและทำให้รู้สึกอิ่มท้องเหมือนทานอาหารทั่วไปได้

4. ท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุ อับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ รายงานว่า ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า :

خَيْرُ مَاءٍ عَلَى وَجْهِ الْأَرْضِ مَاءُ زَمْزَمَ، فِيهِ طَعَامٌ مِنَ الطُّعْمِ، وَشِفَاءٌ مِنَ السَّقَمِ

"น้ำที่ดีที่สุดบนหน้าแผ่นดินนี้คือน้ำซัมซัม เพราะเป็นอาหารที่ทำให้อิ่มท้องได้ เป็นโอสถบำบัด โรคภัยได้"

(บันทึกโดยอัฏฏ็อบรอนีย์ , มัวอ์ญัมอัลเอาซัฏ : 3912)

5. มีรายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ว่า :

أَنَّهَا كَانَتْ تَحْمِلُ مِنْ مَاءِ زَمْزَمَ وَتُخْبِرُ أَنَّ رَسُولَ اللهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ كَانَ يَحْمِلُهُ

"ท่านหญิงอาอิชะฮ์เคยถือหรือพกพาภาชนะบรรจุน้ำซัมซัมติดตัวเอาไว้ และนางกล่าวว่า ท่านเราะซู ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็เคยถือหรือพกภาชนะบรรจุน้ำซัมซัมติดตัวไว้ด้วยเช่นกัน"

(บันทึกโดยอัตติรมิซีย์ : 963)


 


@ เขียนโดย เว็บมาสเตอร์ warasatussunnah.net  E-mail : warasatussunnah@hotmail.com  วันที่ 21 กันยายน 57 เวลา 16.40 น.