ทำไมมุสลิมต้องตามพวกเขาลงรูแย้ั ตอนที่ 3


 โดย วะร่อซะตุซซุนนะฮฺ

  

ธาตุแท้ของชาวคริสต์และยิว

นิสัยของชาวคริสต์และยิวนั้นต้องการที่จะทำลายอิสลามอยู่ตลอดเวลา ด้วยกับการกระทำในทุกรูปแบบ ตั้งแต่สมัยของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และรวมถึงในยุคปัจจุบัน ดังที่พระองค์อัลลอฮฺได้ตรัสว่า :

وَلَنْ تَرْضَى عَنْكَ الْيَهُودُ وَلَا النَّصَارَى حَتَّى تَتَّبِعَ مِلَّتَهُمْ قُلْ إِنَّ هُدَى اللَّهِ هُوَ الْهُدَى وَلَئِنِ اتَّبَعْتَ أَهْوَاءَهُمْ بَعْدَ الَّذِي جَاءَكَ مِنَ الْعِلْمِ مَا لَكَ مِنَ اللَّهِ مِنْ وَلِيٍّ وَلَا نَصِيرٍ

และชาวยิวและชาวคริสต์นั้น จะไม่ยินดีแก่เจ้า (มุฮัมมัด) เป็นอันขาด จนกว่าเจ้าจะปฏิบัติตามศาสนา ของพวกเขา จงกล่าวเถิด แท้จริงคำแนะนำของอัลลอฮฺเท่านั้นคือทางนำที่แท้จริง แน่นอน ถ้าเจ้าปฏิบัติ ตามความใคร่ของพวกเขา หลังจากที่มีความรู้มาแล้ว ก็ย่อมไม่มีผู้คุ้มครองและผู้ช่วยเหลือใดๆ สำหรับเจ้าให้พ้นจากการลงโทษของอัลลอฮฺได้

(อัล-บะเกาะเราะฮฺ : 120)

สันดานของยิวในอัลกุรอ่าน

1.เป็นกลุ่มชนที่อัปยศ : อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงตรัสว่า :

 และแล้วความอัปยศและความขัดสนก็จะถูกกระหน่ำลงบนพวกเขา และพวกเขาก็นำความกริ้วโกรธ ของอัลลอฮฺกลับไป นั่นก็เพราะว่า พวกเขาได้ปฏิเสธสัญญาณต่าง ๆ ของอัลลอฮฺ และยังสังหารบรรดา นบีโดยไม่เป็นธรรม ดังกล่าวนั้นก็ด้วยความดื้อดันของพวกเขา และแล้วพวกเขาจึงได้ กลายเป็นผู้ ละเมิดขอบเขต ” 

(อัลบะกอเราะฮฺ : 61)

2.เป็นกลุ่มชนที่ชอบบิดพลิ้ว : อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงตรัสว่า :

และคราใดที่พวกเขา (ชาวยิว) ได้ให้คำมั่นสัญญาใด ๆ ไว้ กลุ่มหนึ่งในหมู่พวกเขาก็เหวี่ยงสัญญานั้น ทิ้งเสียกระนั้นหรือ ? ไม่หรอก ส่วนมากในหมู่พวกเขาไม่ศรัทธาต่างหาก

(อัลบะกอเราะฮฺ : 100)

3.เป็นกลุ่มชนที่ชอบอวดดี ยะโส โอหัง : อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงตรัสว่า :

...แล้วคราใดที่มีศาสนทูตนำสิ่งที่ไม่สบอารมณ์ของพวกเจ้ามายังพวกเจ้า พวกเจ้าก็แสดงความยะโส โอหัง แล้วพวกเจ้าก็ปฏิเสธชนกลุ่มหนึ่ง และอีกกลุ่มหนึ่งพวกเจ้าก็ฆ่าเสียกระนั้นหรือ

(อัลบะกอเราะฮฺ : 87)

4.เป็นกลุ่มชนที่ชอบบ่อนทำลาย : อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงตรัสว่า :

...และพวกเขาเพียรพยายามบ่อนทำลายในผืนแผ่นดิน และอัลลอฮฺนั้นไม่ทรงชอบผู้ที่บ่อนทำลาย ทั้งหลาย

(อัลมาอิดะฮฺ : 64)

5.เป็นกลุ่มชนที่ชอบอ้างว่าเป็นบุตรของพระเจ้า : อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงตรัสว่า :

และชาวยิวได้กล่าวว่า อุซัยรฺ (นักปราชญ์ยิว) เป็นบุตรของอัลลอฮฺ และชาวคริสต์ได้กล่าวว่า อัลมะเซี๊ยะหฺ (นบีอีซา) เป็นบุตรของอัลลอฮฺ นั่นคือถ้อยคำที่พวกเขากล่าวขึ้นด้วยปากของพวกเขาเอง ซึ่งคล้ายกับ ถ้อยคำของบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธามาก่อน ขออัลลอฮฺทรงสาปแช่งพวกเขาด้วยเถิด พวกเขาถูก ให้หันเห (ออกจากความจริง) ไปได้อย่างไร?

(อัตเตาบะฮฺ : 30)

6.เป็นกลุ่มชนที่ชอบอิบาดะฮฺต่อสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮฺ : อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงตรัสว่า :

และจงรำลึกถึง ขณะที่เราได้ให้สัญญาแก่มูซาไว้สี่สิบคืน (ณ ภูเขาซีนาย) แล้วพวกเจ้าได้ยึดเอาลูกวัว ตัวนั้น (เป็นที่เคารพสักการะ) หลังจากเขา (นบีมูซา) จากไปแล้ว โดยที่พวกเจ้านั้นเป็นผู้อธรรม

(อัลบะกอเราะฮฺ : 51)

7.เป็นกลุ่มชนที่ชอบสังหารบรรดานบี : อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงตรัสว่า :

...ทุกครั้งที่ศาสนทูตคนใด นำสิ่งที่จิตใจของพวกเขาไม่ชอบมายังพวกเขาแล้ว กลุ่มหนึ่ง (กลุ่มหนึ่งใน บรรดาศาสนฑูต) พวกเขา (ชาวยิว) ก็ปฏิเสธ และอีกกลุ่มหนึ่งพวกเขาก็ฆ่าเสีย

(อัลมาอิดะฮฺ : 70)

8.เป็นกลุ่มชนที่ชอบยึดเอานักปราชญ์ บาทหลวง เป็นพระเจ้าอื่นจากอัลลอฮฺ : อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงตรัสว่า :

พวกเขาได้ยึดเอาบรรดานักปราชญ์ของพวกเขา และบรรดาบาทหลวงของพวกเขาเป็นพระเจ้าอื่น จากอัลลอฮฺ...

(อัตเตาบะฮฺ : 31)

9.เป็นกลุ่มชนที่ชอบปฏิบัติตนตามบรรดาชัยฏอน : อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงตรัสว่า :

และพวกเขาได้ปฏิบัติตามสิ่งที่บรรดามารร้ายในสมัยสุลัยมานอ่านให้ฟัง...

(อัลบะกอเราะฮฺ : 102)

10.เป็นกลุ่มชนที่ชอบเขียนคัมภีร์ด้วยน้ำมือของพวกเขา : อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงตรัสว่า :

ดังนั้นความวิบัติจะประสบแก่บรรดาผู้ที่เขียนคัมภีร์ขึ้นด้วยมือของตนเอง หลักจากนั้นพวกเขาจะกล่าว อ้างว่านี่แหละมาจากอัลลอฮฺ เพื่อพวกเขาจะได้นำมันไปแลกกับราคาเพียงเล็กน้อย ดังนั้นความวิบัติ จึงประสบกับพวกเขา เนื่องจากสิ่งที่พวกเขาได้เขียนขึ้น และความวิบัตินั้นจะประสบแก่พวกเขา เนื่องจากสิ่งที่พวกเขาได้แสวงหาไว้

(อัลบะกอเราะฮฺ : 79)

11.เป็นกลุ่มชนที่ชอบบิดเบือนบรรดาถ้อยคำให้หันเหออกจากความเป็นจริง : อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงตรัสว่า :

จากผู้ซึ่งที่เป็นยิวนั้น พวกเขาบิดเบือนถ้อยคำให้เหออกจากที่ (ความหมายที่แท้จริง) ของมัน และพวก เขาก็กล่าวว่า เราได้ยินแล้วและเราได้ฝ่าฝืนกันแล้ว และเจ้าจงฟังโดยที่ไม่ใช่เป็นผู้ได้ยิน และจงสดับ ฟังเราโดยบิดลิ้นของพวกเขา และใส่ร้ายต่อศาสนา...

(อันนิซาอฺ : 46)

12.เป็นกลุ่มชนที่ห่วงใยต่อชีวิตความเป็นอยู่ของตนเอง : อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงตรัสว่า :

และแน่นอน เจ้าจะพบว่าพวกเขาเป็นคนห่วงใยยิ่งต่อชีวิตความเป็นอยู่ และยิ่งกว่าบรรดาผู้ให้มีภาคี ขึ้นแก่อัลลอฮฺเสียอีก คนหนึ่งในหมู่พวกเขานั้นชอบหากว่าพวกเขาจะถูกให้มีอายุยืนยาวถึงพันปี...

(อัลบะกอเราะฮฺ : 96)

13.เป็นกลุ่มชนที่มีหัวใจแข็งกระด้าง : อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงตรัสว่า :

แต่เนื่องจากการที่พวกเขาทำลายสัญญาของพวกเขา เราจึงได้สาปแช่งพวกเขา และให้หัวใจของ พวกเขาแข็งกระด้าง...

(อัลมาอิดะฮฺ : 13)

14.เป็นกลุ่มชนที่ชอบฟังคำโกหก : อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงตรัสว่า :

พวกเขาชอบฟังคำโกหก ชอบกินสิ่งต้องห้าม (ทรัพย์ที่ได้มาโดยมิชอบธรรม) ...

(อัลมาอิดะฮฺ : 42)

15.เป็นกลุ่มชนที่ชอบรีบเร่งในการทำบาป และการเป็นศัตรู : อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงตรัสว่า :

และเจ้าจะได้เห็นมากมายในหมู่พวกเขา (ชาวยิว) ต่างรีบเร่งกันทำบาปและเป็นศัตรูกัน และการที่พวก เขากินสิ่งที่ต้องห้าม (ดอกเบี้ย) ช่างเลวจริง ๆ สิ่งที่พวกเขากระทำกัน

(อัลมาอิดะฮฺ : 62)

16.เป็นกลุ่มชนที่ชอบจุดไฟการทำสงคราม : อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงตรัสว่า :

...ทุกครั้งที่พวกเขาจุดไฟขึ้น (เพื่อก่อชนวน) เพื่อทำสงคราม อัลลอฮฺก็ทรงดับไฟนั้นเสีย...

(อัลมาอิดะฮฺ : 64)

17.เป็นกลุ่มชนที่ถูกสาปแช่งจากอัลลอฮฺ : อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงตรัสว่า :

จงกล่าวเถิด (มูฮัมหมัด) ว่า จะให้ฉันบอกแก่พวกเจ้าไหม ถึงการตอบแทนที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น ณ ที่อัลลอฮฺ คือผู้ที่อัลลอฮฺได้สาปแช่งและกริ้วโกรธเขา และให้ส่วนหนึ่งจากพวกเขานั้นเป็นลิง และเป็น สุกร และเป็นผู้สักการะมารร้าย ชนเหล่านี้แหละคือผู้ที่มีตำแหน่งอันชั่วร้าย เป็นผู้ที่หลงไปจากทาง อันเที่ยงตรง

(อัลมาอิดะฮฺ : 60)

และพระองค์ทรงตรัสว่า :َ

บรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาในหมู่วงศ์วานอิสรออีลนั้นได้ถูกสาปแช่งโดยถ้อยคำของนบีดาวุด และอีซาบุตรของมัรยัมนั้น ก็เนื่องจากการที่พวกเขาฝ่าฝืน และที่พวกเขาเคยละเมิดกัน

(อัลมาอิดะฮฺ : 78)

นี่คือนิสัย สันดานของพวกยะฮูดียฺ ที่อัลลอฮฺทรงเล่าให้บรรดาผู้ศรัทธารับทราบ และให้เราออกห่างจากพฤติกรรมดังกล่าว ตลอดจนให้ระมัดระวังกลุ่มชนยะฮูดียฺอยู่ตลอดเวลา เพราะนิสัย สันดานของพวกเขาไม่เคยเปลี่ยน และพวกเขาก็จะทำลายและเป็นศัตรูกับบรรดาผู้ศรัทธาจนกระทั่งถึงวันกิยามะฮฺ มีรายงานจากอบีฮุร็อยเราะฮฺ เราะยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า : ท่านเราะซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า :

لَا تَقُومُ السَّاعَةُ حَتَّى يُقَاتِلَ الْمُسْلِمُونَ الْيَهُودَ ، فَيَقْتُلُهُمُ الْمُسْلِمُونَ حَتَّى يَخْتَبِئَ الْيَهُودِيُّ مِنْ وَرَاءِ الْحَجَرِ وَالشَّجَرِ ، فَيَقُولُ الْحَجَرُ أَوِ الشَّجَرُ : يَا مُسْلِمُ يَا عَبْدَ اللَّهِ هَذَا يَهُودِيٌّ خَلْفِي فَتَعَالَ فَاقْتُلْهُ ، إِلَّا الْغَرْقَدَ فَإِنَّهُ مِنْ شَجَرِ الْيَهُودِ

วันกิยามะฮฺจะยังไม่เกิดขึ้นจนกว่าบรรดามุสลิมจะสู้รบกับยะฮูด บรรดามุสลิมจะสังหารพวกเขาจน กระทั่งพวกยะฮุดนั้นหลบซ่อนตัวอยู่หลังก้อนหินและต้นไม้ ดังนั้นก้อนหินและต้นไม้ก้กล่าวว่า : โอ้มุสลิม โอ้บ่าวของอัลลอฮฺ นี่คือพวกยะฮูด มันหลบอยู่ข้างหลังฉัน จงมานี่ มาสังหารพวกเข้าเสีย เว้นแต่ต้นไม้ฆ็อรฺกอด (ที่มันจะไม่บอก) เพราะมันคือต้นไม้ของพวกยะฮูด

(บันทึกโดยมุสลิม หมวดที่ว่าด้วยเรื่อง ฟิตันวะอัชรอฏุซซาอะฮฺ : 2922)

ผู้ปกครองอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกหลานปฏิบัติตนตามคริสต์และยิว

ผู้ปกครองนั้น เป็นอีกปัจจัยนึงที่สามารถทำให้บรรดาเยาวชน ลูกหลาน มีพฤติกรรมปฏิบัติตนตามบรรดาพวกยิว และคริสต์ หากว่าผู้ปกครองนั้นไม่ใส่ในหลักการคำสอนของอิสลาม

มีรายงานจากอบูฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ฉันได้ยินท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

كُلُّ مَوْلُودٍ يُولَدُ عَلَى الْفِطْرَةِ فَأَبَوَاهُ يُهَوِّدَانِهِ أَوْ يُنَصِّرَانِهِ أَوْ يُمَجِّسَانِهِ

ทารกทุกคนถือกำเนิดมาอย่างบริสุทธิ์ พ่อและแม่ของเด็กนั่นแหละที่จะทำให้เด็กกลายเป็นยิวหรือ คริสต์หรือพวกบูชาไฟ

(บันทึกโดยบุคอรียฺ : 1385)

พ่อ และแม่จะต้องใส่ใจดูแลบุตรหลานให้ห่างไกลจากพฤติกรรมของพวกยิวและคริสต์ ในทุก ๆ ด้าน อาทิเช่น สื่อตามโทรทัศน์  วิทยุ คอมพิวเตอร์ และอื่น ๆ ที่บรรดาชาวยิวและคริสต์นั้นต้องการที่จะซึมซับความเชื่อ พฤติกรรมต่าง ๆ ที่ค้านต่อหลักการอิสลาม

แบบอย่างที่มุสลิมต้องเลียนแบบ

อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงตรัสไว้ว่า :

لَقَدْ كَانَ لَكُمْ فِي رَسُولِ اللَّهِ أُسْوَةٌ حَسَنَةٌ

แน่นอนยิ่งในตัวร่อซูลนั้น มีแบบอย่างที่ดีแล้วแก่พวกสูเจ้า

(อัลอะหฺซาบ : 21)

อิหม่ามอิบนุกะษีร ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ อธิบายว่า : อายะฮอันมีเกียรตินี้ เป็นรากฐานสำคัญในการยึด เอาร่อซูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  มาเป็นแบบอย่าง ในบรรดาคำพูด การกระทำและ สภาพการณ์ทั้งหลายของท่านนบี (อิบุกะษีร , ตัฟสีรกุรอ่านนุลอะซีม เล่มที่ 6 อธิบายซูเราะฮฺอัลอะหฺซาบ อายะฮฺที่ : 21)

ฉะนั้นมุสลิมทุกคนจะต้องนำแบบอย่างของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มาปฏิบัติ นำสิ่งที่เป็นคำสอน จากอัลกุรอ่านและหะดีษ มาใช้ดำเนินชีวิต เพราะอัลลอฮฺทรงให้ท่านนบีมาสอนอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ รวมถึงการดำเนินชีวิตของบรรดาบรรพชนในยุคต้น เพราะบุคคลเหล่านั้นคือต้นแบบ คือชาวสวรรค์ที่เราจะต้อง ดำเนินชีวิตตามพวกเขาตลอดจนคำสอนของอิสลามนั้นมีความสูงส่งตลอดกาล ดังที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

اَلإِسْلاَمُ يَعْلُوْ، وَلاَ يُعْلَى

อิสลามนั้น (คือศาสนาที่) สูงส่ง ไม่มี (ศาสนาใด) สูงส่งกว่าอิสลาม

(อัลบานียฺ , อิรวาอุลเฆาะลีล เลขหะดีษ : 1258)

ดังนั้นในเมื่อมุสลิมมีแบบอย่างที่ดีงาม มีคำสอนที่ครบถ้วนสมบูรณ์ มีบรรพชนในยุคต้นที่เป็นต้นแบบให้มุสลิม ในยุคหลังได้ปฏิบัติตามทั้งในเรื่องของหลักความเชื่อ และการปฏิบัติ แต่สิ่งที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัย ฮิวะซัลลัม ได้เตือนล่วงหน้าไว้แล้วว่า มุสลิมจะเลียนแบบชาวคริสต์และชาวยิวแบบไม่ลืมหูลืมตา ถึงขนาดที่ท่านได้เปรียบว่า แม้กระทั่งพวกชาวคริสต์และยิวจะนำพาไปลงรูแย้ คือ ทำในสิ่งที่ไม่มีสาระ ไม่เกิดประโยชน์อันใด กับตนเองหรือสังคม บรรดามุสลิมที่หลงตามกลุ่มชนพวกนี้ก็จะตามไปลงรูแย้เช่นกัน

ฉะนั้นจึงมีคำถามว่า ทำไมต้องลงรูแย้ตามพวกเขาด้วย ? ทั้งที่มุสลิมก็มีเอกลักษณ์แบบแผนของตนเอง หรือเราอยากป็นแบบพวกเขา ? หรือเราจะละทิ้งแบบอย่างของเรา ? หรือเราจะไม่มีคุณภาพเปรียบ ดังแค่ฟองน้ำในทะเล ที่มันมีจำนวนมากแต่มันไม่มีค่าใด ๆ เลย


 ย้อนกลับ ตอนที่ 2


 


@ เขียนโดย เว็บมาสเตอร์ warasatussunnah.net  E-mail : warasatussunnah@hotmail.com วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 57 เวลา 18.00 น.