อัส - ซิยาม  การถือศิลอด


 โดย อ.อับดุลลอฮฺ สุไลหมัด

 

อัส-ซิยาม   ( الصِّيَامُ )  เป็นคำศัพท์ภาษาอาหรับ ( อารบิค ) มีความหมายตามตำราอภิธานศัพท์หรือ พจนานุกรมว่า การห้าม , การระงับ , การอด กลั้น , การยุติ ฯลฯ

 และมีความหมายตามตามหลักศาสนบัญญัติ ( ชะรีอะฮ์ ) ว่า การศิยาม คือ การงดพฤติกรรมการกิน,ดื่ม และอื่น ๆ ที่เป็นเหตุทำให้เสียการถือ ศิลอด ตลอดทั้งวัน - เริ่มจากแสงอรุณขึ้นจนถึงดวงอาทิตย์ตก -  ด้วยเจตนาที่แน่วแน่ . และหลายๆ คนอาจเรียกว่า ถือบวชหรือถือปูว่าซาก็ได้

 การถือศิลอดเป็นศาสนกิจที่ประเสริฐที่สุดอีกประการหนึ่ง เป็นศาสนกิจที่พระองค์อัลลอฮ์ทรงกำหนดให้เป็น ศาสนบัญญัติทุกช่วงยุคสมัยหรือ ทุก ๆ ประชาชาติในอดีต อัลลอฮ์ทรงมีรับสั่งว่า

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آَمَنُوا كُتِبَ عَلَيْكُمُ الصِّيَامُ كَمَا كُتِبَ عَلَى الَّذِينَ مِنْ قَبْلِكُمْ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُونَ

“โอ้บรรดาชนผู้มั่นในศรัทธาเอ๋ย การถือศิลอดได้ถูกบัญญัติให้เป็นภารกิจ (ฟัรฏู) ของพวกเจ้าทุกคน เช่นเดียวกับที่เคยถูกบัญญัติ ให้เป็นภารกิจของชนในยุคอดีตก่อนสมัยพวกเจ้า ด้วยหมายให้พวกเจ้า เกิดความสำรวม (ตักวา)

บทอัลบะกอเราะฮ์ โองการที่ 183

   การถือศิลอดที่ก่อกำเนิดให้เกิดความตักวา คือ  การถือศิลอดที่ผู้กระทำต้องบังคับตนเองให้งดกิน,งดดื่ม, งดความต้องการทางเพศทุกกรณี พยายามทำจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ ตัดกิเลสตัณหาและราคะให้หมดโดยสิ้นเชิง พร้อมทั้งหมั่นสร้างเสริมและกระทำกิจอันก่อให้เกิดกุศลอย่างเต็ม กำลังความสามารถ ตลอดระยะเวลาที่ครอง หรือถือศิลอด (รายละเอียดทั้งหมดจะนำเสนอในภายหลัง อินชาอัลลอฮ์)

 การถือศิลอดสามารถจำแนกได้เป็น   2   ประเภท    คือ

   1 - การถือศิลอดประเภทบังคับ (วาญิบ) การถือศิลอดเดือนรอมาฎอน  , การถือศิลอดกัฟฟาเราะฮ์ (เพื่อปรับ ชดเชย) , การถือศิลอดน้ซร์ (การบนบาน) เป็นต้น


   2 - การถือศิลอดประเภทอาสา (ตะเฏาวัวอ์) เช่น การถือศิลอดวันตาซูอาอ์ และวันอาชูรออ์ (ตรงกับวันที่เก้า และสิบเดือนมุฮัรรอม) , การถือศิลอดวันจันทร์และพฤหัสบดี , การถือศิลอด 3 วันประจำเดือน (คือ 13-15 ค่ำ ของเดือนอาหรับ) , การถือศิลอดหลาย ๆ วันในเดือนชะอฺบาน เป็นต้น

 คุณค่าและความประเสริฐของการถือศิลอด

    การถือศิลอด ( ทั้งสองประเภท ) มีคุณค่า,ความประเสริฐและกุศลผลบุญตอบแทนอย่างมากมาย ดังปรากฏ ในหลักฐานต่อไปนี้

    1.รายงานจากท่านอาบีฮูรอยเราะฮ์  ท่านรอซูลุลลอฮ์ทรงมีพระวจนะว่า

قَالَ اللهُ عَزَّ وَجَلَّ : كُلُّ عَمَلِ بْنِ آَدَمَ لَهُ إِلاَّ الصِّيَامَ فَإِنَّهُ لِيْ وَ أَنَا أَجْزِيْ بِهِ 

 อัลลอฮ์ทรงมีรับสั่งว่า อันศาสนกิจ  (หรือกุศลกิจ) ทั้งปวงของลูกหลานอาดัม (มนุษย์) ย่อมเป็นคุณและ ได้แก่ตัวเขาเอง  เว้นแต่การถือ ศิลอด เพราะมันเป็นของข้าแต่ผู้เดียว และข้าเท่านั้นที่จะตอบแทน เขาได้ ”   

จากบันทึกของอะหมัดและมุสลิม

     2.รายงานจากท่านอาบีฮูรอยเราะฮ์  ท่านรอซูลุลลอฮ์ทรงมีพระวจนะว่า

الصِّيَامُ جُنَّةٌ ، وَالَّذِيْ نَفْسُ مُحَمَّدٍ بِيَدِهِ ، لَخَلُوْفُ فَمِ الصَّائِمِ أَطْيَبُ عِنْدَ اللهِ مِنْ رِيْحِ الْمِسْكِ

การถือศิลอด คือโล่ป้องกัน ขอสาบานยืนยันด้วยองค์พระผู้ซึ่งมูฮัมหมัดอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์   แน่นอนเป็นที่สุดกลิ่นจาก ปากของผู้ถือศิลอดนั้นเป็นกลิ่นที่หอมหวนยิ่ง ณ อัลลอฮ์  หอมยิ่งกว่ากลิ่น ของชะมดเชียงเสียอีก   

จากบันทึกของอัลบุคอรีย

     3.รายงานจากท่านอาบีอุมามะฮ์  กล่าวว่า (ข้าพเจ้ากล่าวเรียนกับท่านรอซูลุลลอฮ์ว่า“ขอได้โปรดมีคำสั่งใช้ให้ ข้าพเจ้าทำงานใดก็ได้ที่จะเป็น เหตุให้ข้าพเจ้าได้เข้าสวรรค์ด้วยเถิด ท่านรอซูลุลลอฮ์ทรงมีคำสั่งแก่ข้าพเจ้าว่า

عَلَيْكَ بِالصَّوْمِ فَإِنَّهُ لاَ عِدْلَ لَهُ

ท่านจงหมั่นถือศิลอดเป็นประจำเถิด เพราะไม่มีกิจกรรมใดอีกแล้วที่จะเทียบเท่าการถือศิลอดได้

ต่อมาภายหลังข้าพเจ้าได้มีโอกาส กล่าวเรียนถามกับท่านรอซูลุลลอฮ์เช่นครั้งแรก ท่านก็ทรงมีคำสั่งตอบเช่น เดิมทุกประการ )   

จากบันทึกของอะหมัดและอันนะซาอีย

     4.รายงานจากท่านอาบีสะอีดอัลคุดรีย์  ท่านรอซูลุลลอฮ์ทรงมีพระวจนะว่า

لا َيَصُوْمً عَبْدٌ يَوْمًا فِيْ سَبِيْلِ إِلاَّ بَاعَدَ اللهُ بِذَلِكَ الْيَوْمِ النَّارَ عَنْ وَجْهِهِ سَبْعِيْنَ خَرِيْفًا

 เมื่อบ่าว (มุสลิม) คนใดถือบวช 1 วันอย่างบริสุทธิ์ใจเพื่ออัลลอฮ์ พระองค์จะทรงโปรดให้เขาห่างไกล จากไฟนรกถึง  70 คอรีฟ

   จากบันทึกของนักบันทึกฮะดิษทั้งหมด

     5.รายงานจากท่านซะฮ์ลิบนิซะอ์ดิน  ท่านรอซูลุลลอฮ์ทรงมีพระวจนะว่า

       إِنَّ لِلْجَنَّةِ بَابًا يُقَالُ لَهُ : ( الرَّيَّانُ ) ، يُقَالُ يَوْمَ الْقِيَامَةِ : أَيْنَ الصَّائِمُوْنَ ؟ أَيْنَ الصَّائِمُوْنَ ؟               فَإِذَا دَخَلَ آَخِرُ هُمْ إُغْلِقَ ذَلِكَ الْبَابُ .

แท้จริงสำหรับสวรรค์นั้นมีประตูบานหนึ่ง ชื่อว่า อัดรอยยาน  (الرَيَّانُ    )  เมื่อถึงวันกิยามะฮ์จะมีเสียง เอ่ยเรียกดัง ๆ วา ( ผู้ถือศิลอดอยู่ที่ไหน ?  เชิญพวกท่านเข้าสวรรค์ทางประตูนี้เถิด ) เมื่อผู้ถือศิลอดคนสุดท้าย เข้าทางประตูบานนั้นแล้ว ประตูจะปิดตาย และจะไม่มีใครได้เข้าอีก เป็นอันขาด

จากบันทึกของอัลบุคอรีย์และมุสลิม

  มารยาทและสิ่งควรปฏิบัติสำหรับผู้ถือศิลอด

   ส่งเสริมให้ผู้ถือศิลอดทุกประเภท (ฟัรฎูและซุนนะฮ์) ปฏิบัติตนดังนี้

   1.รับประทานอาหารสะฮูร  (  السَّـحُوْرُ   )

อาหารดึกทุกครั้งและพยายามให้อยู่ในช่วงท้ายของเวลามากที่สุดเช่นรับประทานเมื่อใกล้จะได้เวลาเริ่ม ถือศิลอด    ดังมีรายงานจากท่าน รอซูลุลลอฮ์ว่า

تَسَحَّرُوْا فَإِنَّ فِيْ السَّحُوْرِ بَرَكَةً

พวกท่านจงรับประทานอาหารสะฮูรเถิด  เพราะในอาหารสะฮูรทุกมื้อนั้นมีความเป็นศิริมงคลเป็นยิ่งนัก

จากบันทึกของอัลบุคอรีย์และมุสลิม

    ในบางรายงานระบุชัดเจนว่า อาหารสะฮูรนั้นเป็นอาหารที่มีบะรอกะฮ์ โดยพระองค์อัลลอฮ์ ซุบฮาน่าฮูว่า ตะอาลา จะทรงโปรดและมีพระเมตตา ต่อผู้รับ ประทานอาหารสะฮูร และมวลมะลาอิกะฮ์จะร่วมกันขอพร อันดีงาม ต่าง ๆ จากอัลลอฮ์ให้แก่ผู้รับประทานอาหารสะฮูรทุกคนอีกด้วย อีกทั้ง ยังช่วยให้ผู้ถือ ศิลอดนั้นมีกำลังวังชา และสามารถถือศิลอดได้โดยไม่รู้สึกอ่อนเพลียมากนัก  และการรับประทานอาหารสะฮูรนั้นไม่มีปริมาณที่ จำกัด ตายตัว จะมากน้อย เพียงใดขึ้นอยู่กับสภาพและวิจารณญาณของผู้ถือศิลอดเอง แม้เพียงดื่มน้ำอึกเดียวก็ได้ผล กุศลของการรับประทาน อาหารสะฮูรแล้ว  ท่านรอซูลทรง กล่าวว่า

          السَّحُوْرُ بَرَكَةٌ ، فَلاَ تَدَعُوْهُ وَلَوْ أَنْ يَجْرَعَ أَحَدُكُمْ جُرْعَةَ مَاءٍ ، فَإِنَّ اللهَ تَعَالَى وَمَلاَئِكَتَهُ يُصَلُّوْنَ عَلَى الْمُتَسَحِّرِيْنَ

อาหารสะฮูรเป็นอาหารมีมงคล พวกท่านอย่าละเลยการรับประทานอาหารสะฮูรเป็นอันขาด แม้เพียง แค่ดื่มน้ำอึกเดียวก็ตาม  เพราะ แท้จริง อัลลอฮ์ตะอาลาและมวลมะลาอิกะฮ์ของพระองค์จะอำนวยพร ให้แก่บรรดาผู้รับประทานอาหารสะฮูร   

จากบันทึกของอะหมัด

     ส่วนเวลาของการรับประทานอาหารสะฮูรนั้นเริ่มเข้าเวลาตั้งแต่ครึ่งคืน (เที่ยงคืน) และหมดเวลาเมื่อแสงอรุณ ขึ้น (เข้าเวลาซุบห์) โดยอนุญาต ให้รับประทานอาหารในช่วงเวลาใดก็ได้ แต่ทีดีและสมควรคือ ให้รับประทานก่อน เข้าเวลาซุบห์เล็กน้อย  และในอดีตสมัยท่านรอซูลุลลอฮ์และ เหล่าสาวก (ซอฮาบะฮ์) ของพระองค์จะคำนวณ เวลาโดยให้เหลือเวลาหลังเสร็จจากอาหารสะฮูรแล้ว เพียงแค่เวลาที่สามารถอ่านอัลกุรอานได้ ประมาณ 50 โองการ  ท่านอาบีซัรริน อัล-ฆิฟารีย์  กล่าวว่า  ท่านรอซูลุลลอฮ์ทรงกล่าวว่า

لاَ تَزَالُ أُمَّتِيْ بِخَيْرٍ مَا عَجَّلُوْا الْفِطْرَ وَ أَخَّرُوْا السَّحُوْرَ

ประชาชาติของฉันยังคงยืนหยัดในศิลธรรมความดีตลอดไป ตราบเท่าที่พวกเขารีบละศิลอด และรับประทานอาหารสะฮูรล่า ๆ ( เมื่อใกล้หมดเวลา)

    2.รีบละศิลอดเมื่อมั่นใจว่าได้เวลา ด้วยอินทผลัมสด (รู่ฏ้อบ) เป็นจำนวนคี่ เข่นจำนวน 1,3,5 ผล

    เป็นต้น หากไม่มีให้ละด้วยอินทผลัมแห้ง (ตัมร์) หากไม่มีอินทผลัมแห้งให้ละศิลอดด้วยน้ำหรืออื่น ๆ ตามสะดวก ท่านรอซูลลุลลอฮ์กล่าวว่า

لاَ يَزَالُ النَّاسُ بِخَيْرٍ مَا عَجَّلُوْا الْفِطْرَ

มุสลิม (ที่ถือศิลอด) ทุกคนยังคงยืนหยัดในศิลธรรมความดีตลอดไปตราบเท่า  ที่พวกเขารีบละศิลอด  

จากบันทึกของอัลบุคอรีย์และมุสลิม

ในฮะดิษกุดซีย์บทหนึ่งระบุว่า

إِنَّ أَحَبَّ عِبَادِيْ إِلَيَّ أَعْجَلُهُمْ فِطْرًا

แท้จริงบ่าวที่ข้าโปรดมากที่สุด คือ คนที่รีบละศิลอดได้เร็วที่สุด  

ท่านอานัสบุตรมาลิก สาวกผู้ใกล้ชิดของท่านรอซูลลุลลอฮ์ รายงานว่า

           كَانَ النَّبِيُّ يُفْطِرُ قَبْلَ أَنْ يُصَلَّيَ عَلَى رُطَبَاتٍ ، فَإِنْ لَمْ تَكُنْ رُطَبَاتٌ فَعَلَى تَمَرَاتٍ ، فَإِنْ لَمْ تَكُنْ تَمَرَاتٌ فَعَلَى مَاءٍ فَحَسَا حَسَوَاتٍ مِنْ مَاءٍ

 "ตามปกตินั้นท่านรอซูลุลลอฮ์นั้นละศิลอดด้วยอินทผลัมสดก่อนจึงจะละหมาดมัฆริบ และเมื่อหากท่าน ไม่มีอินทผลัมสด ท่านจะละ ศิลอดด้วยอินทผลัมแห้งละแทน และหากไม่มีอินทผลัมแห้งท่านจะดื่มน้ำ สะอาดแทน" 

จากบันทึกของอะหมัด,อาบีดาวู้ดและอัตติรมิซีย์

    และในขณะที่ผู้ถือศิลอดรอเวลาละศิลอด (แก้บวช) เป็นการสมควรหรือมีซุนนะฮ์ให้ขอดุอาอ์วิงวอนจาก อัลลอฮ์มาก ๆ ท่านรอซูลุลลอฮ์กล่าวว่า

إِنَّ لِلصَّائِمِ عِنْدَ فِطْرِهِ دَعْوَةً لاَ تُرَدُّ

 แน่นอนที่สุดสำหรับผู้ถือศิลอดนั้น (คือเป็นโอกาสดีที่สุด)  การขอดุอาอ์ของเขาขณะละศิลอดนั้น จะไม่ถูกปฏิเสธจากอัลลอฮ์”  

จากบันทึกของอิบนิมาญะฮ

ثَلاَثَةٌ لاَ تُرَدُّ دَعْوَتُهُمْ : الصَّائِمُ حّتَى يُفْطِرُ وَاْلإِمَامُ الْعَادِلُ وَالْمَظْلُوْمُ

มีบุคคลอยู่  3 ประเภทที่การดุอาอ์วิงวอนของเขาจะไม่ถูกปฏิเสธจากอัลลอฮ์  คือ ผู้ถือศิลอดจวบจนถึง เวลาละศิลอด ผู้นำที่รักความ เป็นธรรม และผู้ถูกข่มเหงรังแก

จากบันทึกของอัตติรมิซีย์ 

และในขณะละศิลอดมีซุนนะฮ์ให้อ่านดุอาอ์บทนี้ ซึ่งเป็นบทที่มีรายงานไว้อย่างถูกต้องที่สุด

ذَهَبَ الظَّمَأُ وَابْتَلَّتِ الْعُرُوْقُ وَثَبَتَ اْلأَجْرُ إِنْ شَاءِ اللهُ

คำอ่าน   (ษะฮะบัซฺซ่อมะอู้   วับตั้ลละติ้ลอู้รูกู้   ว่าษะบะตั้ลอัจญรู่   อินชาอัลลอฮู่)

หรือบทอื่นๆ ก็ได้ที่มีรายงานอย่างถูกต้องจากท่านรอซูลลุลลอ์

    3.งดเว้นและละเลิกจากทุก ๆ กรณีที่ทำให้การถือศิลอดเสียหรือทำเกิดความบกพร่อง ไม่สมบูรณ์ ทั้งนี้

  การถือศิลอดคือโอกาสที่ดีที่สุดสำหรับการฝึกฝนตนเองให้คุ้นเคยกับการครองตน และปฏิบัติตนให้อยู่ในศิล ธรรมอันดี ซึ่งจุดประสงค์หลักของ การถือศิลอดที่อัลลอฮ์ทรงประกาศไว้ในพระคัมภีร์อัลกุรอานคือการสร้าง ความตักวา ( ยำเกรงและสำรวม ) ที่เรียกได้ว่าเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดของ มุสลิมทุกคนจากไฟนรก

การถือศิลอดจึงเป็นโอกาสทองสำหรับการขัดเกลาจิตใจ  เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน (ตักวา)  ให้กับตัวเองด้วยการงด และเลิกจากของต้องห้ามทั้งหลายที่ศาสนาอิสลามห้ามกระทำและข้องแวะทั้งในขณะถือศิลอดและไม่ได้ถือ ศิลอด เช่น เลิกโกหก,เลิกใส่ร้าย,เลิกนินทา, เลิกผิดประเวณี,เลิกดื่มกินสิ่งต้องห้าม,เลิกเสพหรืดดูสิ่งลามก ทั้งหลาย

     เคยสังเกตบ้างไหมว่าบางทีผู้ถือศิลอดไม่ได้รับอะไรตอบแทนเลยจากการอดอาหารเป็นวัน ๆ นอกจาก ความหิวกระหายและความเสียเวลา ทั้งนี้เป็นเพราะเขาไม่งดจากข้อห้ามต่างๆ นั่นเอง    ด้วยเหตุนี้เองจึงมีนัก วิชาการผู้ทรงคุณวุฒิหลายๆท่าน เช่น ท่านอิบนิฮัซมินอัซซอฮิรีย์ เข้าใจและมีทรรศนะว่า ผู้ถือศิลอดที่ไม่เลิกละ จากข้อห้ามต่างๆ ( เช่น ถือศิลอดแต่ไม่เลิกโกหก ไม่เลิกนินทาใส่ร้ายผู้อื่น ) การถือศิลอดของเขาผู้นั้น ใช้ไม่ได้ ต้องถือศิลอดชดเชย  ( กอฎอฮ์ )  เหมือนผู้ขาดบวชทั่วๆไป   ท่านรอซูลุลลอฮ์กล่าวว่า

وَرُبَّ صَائِمٍ لَيْسَ لَهُ مِنْ صِيَامِهِ إِلاَّ الْجُوْعُ  ،  وفي لفظ ( إِلاَّ الْجُوْعُ وَ الْعَطَشُ )

และบางครั้ง ผู้ถือศิลอดไม่ได้รับอะไรตอบแทนจากการถือศิลอดของเขาเลย นอกจากความหิวเท่านั้น  

จากบันทึกของอันนะซาอีย

لَيْسَ الصِّيَامُ مِنَ اْلأَكْلِ وَالشُّرْبِ إِنَّمَا الصِّيَامُ مِنَ الْلَغْوِ وَالرَّفَثِ

การถือศิลอดใช่เพียงแค่งดกินและงดดื่มเท่านั้น หากแต่การถือศิลอดจริง ๆ นั้นต้องละเลิกงดจาก ความไร้สาระและความใฝ่ต่ำ ทั้งหลายด้วย

จากบันทึกของอิบนิฮิบบานและอัลฮาเก็ม

ท่านรอซูลุลลอฮ์ยังกล่าวอีกว่า

مَنْ لَمْ يَدَعْ قَوْلَ الزُّوْرِ وَ الْعَمَلَ بِهِ فَلَيْسَ لِلَّهِ حَاجَةٌ فِيْ أَنْ يَدَعَ طَعَامَهُ وَشَرَابَهُ

ผู้ถือศิลอดที่ไม่เลิกละคำพูดที่โกหกพกลม ที่การกระทำเป็นเท็จ แน่นอนอัลลอฮ์ย่อมทรงไม่ประสงค์ และปรารถนาต่อการงดอาหาร งดน้ำของเขาแต่ประการใดเลย 

จากบันทึกของอัลบุคอรีย์ 

     4.พยายามปฏิบัติศาสนกิจต่าง ๆ ที่ศาสนาสนับสนุนและส่งเสริมให้กระทำ

เช่น อ่านอัลกุรอาน , กล่าวซิกรุลลอฮ์ , ขอดุอาอ์ , กล่าวอิสติฆฟาร ( ขอลุแก่โทษ ) , กล่าวบทซอละหวาตนาบี , ละมาดซุนนะฮ์ต่างๆ , ทำซอดะเกาะฮ์ ( บริจาคทาน ) และอื่นๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะถือศิลอดในเดือน รอมาฎอน

     5.แปรงฟัน ( เพื่อรักษาความสะอาดในช่องปาก )  

การแปรงฟันขณะถือศิลอดไม่เป็นสิ่งต้องห้ามแต่ประการใดเช่นที่หลายคนเข้าใจผิด ทั้งนี้ท่านรอซูลุลลอฮ์เอง ก็แปรงฟันขณะถือศิลอด ดังมีหลักฐานคำรายงานจากบรรดาซอฮาบะฮ์หลายท่านยืนยันไว้ ส่วนหลักฐานที่ห้าม ผู้ถือศิลอดแปรงฟันเวลาเย็นนั้นเป็นหลักฐานอ่อนมาก ๆ ( ฎออีฟญิดดัน )

والله تعالى أعل


 


@ เขียนโดย เว็บมาสเตอร์ warasatussunnah.net  E-mail : warasatussunnah@hotmail.com  วันที่ 26 มีนาคม 55 เวลา 23.00 น.