สิ่งที่ทำให้เสียอิสลาม



จากหนังสือ หลักการศรัทธาที่ถูกต้อง และที่ตรงกันข้าม

แปลโดย  อ.อิมรอน มะกูดี

 

พี่น้องมุสลิมพึงทราบเถิดว่า อัลลอฮฺได้กำหนดให้บ่าวทั้งมวลยอมรับอิสลาม ยึดมั่นในอิสลามและให้ระมัดระวัง สิ่งที่ผิดแปลกไปจากสัจธรรม นี้ พระองค์ได้ทรงแต่งตั้งศาสนทูตของพระองค์ คือ มุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัย ฮิวะซัลลัม มาเรียกร้องเชิญชวนสู่การนั้น และพระองค์ทรงแจ้ง ให้ทราบว่าผู้ใดที่ตามอิสลาม ผู้นั้นก็ได้รับทางนำ ผู้ใดผินหลังให้เขาก็จะหลงผิด พระองค์ได้ทรงตักเตือนไว้ในหลายโองการในอัลกรุอ่านเกี่ยว กับสาเหตุต่าง ๆ ที่ทำให้สิ้นสภาพการเป็นมุสลิม ให้ตระหนักถึงประเภทต่างๆที่เป็นการตั้งภาคีกับพระองค์ และกุฟรฺ (การปฏิเสธ ศรัทธา)

บรรดาอุละมาอฺได้กล่าวถึงไว้ในบทว่าด้วยมุรตัด (ผู้สิ้นสภาพการเป็นมุสลิม) ว่ามุสลิมนั้นอาจออกนอกศาสนา ด้วยประการต่างๆ ที่เป็น สิ่งทำให้สิ้นสภาพ การเป็นมุสลิม ซึ่งทำให้ชีวิตและทรัพย์สินของเขากลายเป็นสิ่งอนุมัติ (1) แล้วเขาผู้นั้นก็เป็นผู้ที่อยู่ภายนอกกรอบอิสลาม ประการที่สำคัญและที่เกิดขึ้นมากที่สุด มีอยู่สิบประการด้วยกัน เราขอกล่าวแก่ท่านอย่างย่อๆ เพื่อท่านจะได้ระมัดระวัง และตักเตือนคนอื่นๆ ให้ระวังด้วย โดยหวังความปลอด ภัยจากประการดังกล่าวด้วย พร้อมกันนั้นก็จะได้ขยายความในบางส่วนบางข้อดังต่อไปนี้

ประการที่หนึ่ง    คือการตั้งภาคีในการอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ พระองค์ได้ตรัสว่า

إِنَّ اللَّهَ لَا يَغْفِرُ أَنْ يُشْرَكَ بِهِ وَيَغْفِرُ مَا دُونَ ذَلِكَ لِمَنْ يَشَاءُ

แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงให้อภัยต่อการตั้งสิ่งใดเป็นภาคีร่วมกับพระองค์ และพระองค์จะทรงให้อภัยอื่น จากนั้นแก่ผู้ที่พระองค์ทรง ประสงค์

(อัน-นิสาอฺ : 48)


และพระองค์ได้ตรัสอีกว่า

إِنَّهُ مَنْ يُشْرِكْ بِاللَّهِ فَقَدْ حَرَّمَ اللَّهُ عَلَيْهِ الْجَنَّةَ وَمَأْوَاهُ النَّارُ وَمَا لِلظَّالِمِينَ مِنْ أَنْصَارٍ

แท้จริงผู้ใดตั้งภาคีขึ้นเคียงคู่อัลลอฮฺ แน่นอนอัลลอฮฺทรงทำให้สวรรค์เป็นที่ต้องห้ามแก่เขา และที่พำ นักของเขาคือนรก และสำหรับ บรรดาผู้อธรรมนั้น ย่อมไม่มีผู้ช่วยเหลือใดๆ

(อัล-มาอิดะฮฺ : 72)


  ส่วนหนึ่งจากการชิริกนั้น ก็ได้แก่การขอวิงวอนต่อผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการขอความช่วยเหลือ บนบาน เชือดสัตว์พลีแด่ผู้ที่สิ้นชีพแล้ว เป็นต้น


ประการที่สอง  ผู้ใดทำให้ระหว่างเขากับอัลลอฮฺมีสื่อกลาง โดยวิงวอนต่อผู้เป็นสื่อกลางเหล่านั้นวอนให้เขา เหล่านั้นช่วยขอไถ่โทษ และมอบ หมายกิจการต่อ พวกเขาเหล่านั้น บุคคลนั้นก็ตกเป็นกาฟิรฺโดยมติเอกฉันท์


ประการที่สาม  ผู้ใดที่ไม่ถือว่ามุชริกเป็นกาฟิรฺหรือสงสัยในการเป็นกาฟิรฺของคนเหล่านั้น หรือถือว่ามัซฮับ (แนวความคิด)ของคนเหล่านั้น ถูกต้อง เขาก็ตกเป็นกาฟิรฺ


ประการที่สี่  ผู้ใดเชื่อมั่นว่าข้อชี้นำของคนอื่นนอกจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม สมบูรณ์กว่าข้อชี้นำ ที่ถูกต้องของท่านนบี หรือข้อ ตัดสินของผู้อื่นดีกว่า ของท่านนบี เช่นบรรดาผู้ที่เทิดทูนข้อตัดสินของฏอฆูตว่า เหนือกว่าข้อตัดสินของท่านบี เขาผู้นั้นก็ตกเป็นกาฟิรฺ


ประการที่ห้า  ผู้ใดเกลียดชังสิ่งที่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม นำมา ถึงแม้ว่าเขาจะปฏิบัติสิ่งนั้น ก็ตาม(ปฏิบัติอย่างไม่เต็มใจ) เขาตกเป็นกาฟิรฺ ทั้งนี้เพราะอัลลอฮฺมีดำรัสว่า

ذَلِكَ بِأَنَّهُمْ كَرِهُوا مَا أَنْزَلَ اللَّهُ فَأَحْبَطَ أَعْمَالَهُمْ

ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าพวกเขาเกลียดชังสิ่งที่อัลลอฮฺได้ประทานลงมา พระองค์จึงทรงทำให้การงาน ของเขาไร้ผล

(มุหัมมัด : 9)


ประการที่หก  ผู้ใดเย้ยหยันเรื่องใดที่เกี่ยวกับศาสนาของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม หรือต่อผลบุญ ตอบแทน หรือต่อการลงโทษ ใดๆในอิสลาม เขาผู้นั้นก็ตกเป็นกาฟิรฺ เพราะอัลลอฮฺได้ตรัสว่า

قُلْ أَبِاللَّهِ وَآَيَاتِهِ وَرَسُولِهِ كُنْتُمْ تَسْتَهْزِئُونَ لَا تَعْتَذِرُوا قَدْ كَفَرْتُمْ بَعْدَ إِيمَانِكُمْ

“(มุหัมมัด)จงกล่าวเถิดว่า กับอัลลอฮฺ กับโองการของพระองค์ และกับร่อซูลของพระองค์กระนั้นหรือ ที่พวกเจ้าเย้ยหยันกัน? พวกเจ้า อย่าได้ อ้างอีกเลย แท้จริงพวกเจ้าได้ปฏิเสธศรัทธาหลังจากที่พวก เจ้ายอมรับศรัทธาแล้ว

(อัต-เตาบะฮฺ : 65-66)


ประการที่เจ็ด  การใช้ไสยศาสตร์เวทมนต์คาถา เช่น อัศ-ศ็อรฟฺ(2) และอัล-อัฏฟฺ(3) เป็นต้น ดังนั้นผู้ใดกระทำหรือ พอใจต่อสิ่งนั้น เขาก็ตกเป็น กาฟิรฺ เพราะอัลลอฮฺทรงมีดำรัสว่า

وَمَا يُعَلِّمَانِ مِنْ أَحَدٍ حَتَّى يَقُولَا إِنَّمَا نَحْنُ فِتْنَةٌ فَلَا تَكْفُرْ

และเขาทั้งสอง (ฮารูตและมารูต)จะไม่สอนวิชาไสยศาสตร์ให้แก่ผู้ใด จนกว่าจะกล่าวว่า แท้จริงเราเป็น ฟิตนะฮฺ (ตัวแทนที่อัลลอฮฺส่งลง มาเพื่อทดสอบมนุษย์) ดังนั้นพวกท่านจงอย่าปฏิเสธการศรัทธา (ด้วยการ เรียนหรือเล่นไสยศาตร์)”

(อัล-บะกอเราะฮฺ : 102)


ประการที่แปด  การช่วยเหลือพวกมุชริกีนและร่วมมือกับพวกเขาในการเอาชนะต่อบรรดามุสลิม เพราะอัลลอฮฺ ได้ตรัสไว้ว่า

وَمَنْ يَتَوَلَّهُمْ مِنْكُمْ فَإِنَّهُ مِنْهُمْ إِنَّ اللَّهَ لَا يَهْدِي الْقَوْمَ الظَّالِمِينَ

และผู้ใดในหมู่พวกเจ้า เอาพวกเขามาเป็นมิตรแล้วไซ้ร แน่นอนผู้นั้นก็เป็นคนหนึ่งระหว่างพวกเขา แท้จริงอัลลอฮฺไม่ทรงชี้แนะกลุ่ม ชนที่อธรรม

(อัล-มาอิดะฮฺ : 51)


ประการที่เก้า  ผู้ใดเชื่อว่า บุคคลบางคนสามารถที่จะไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของอัลลอฮฺตามแนวทางของท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะ ซัลลัม  เขาผู้นั้นก็ตกเป็นกาฟิรฺ ทั้งนี้เพราะเพราะมีโองการของอัลลอฮฺว่า

وَمَنْ يَبْتَغِ غَيْرَ الْإِسْلَامِ دِينًا فَلَنْ يُقْبَلَ مِنْهُ وَهُوَ فِي الْآَخِرَةِ مِنَ الْخَاسِرِينَ

และผู้ใดแสวงหาศาสนาอื่นจากอิสลาม ศาสนานั้นก็จะไม่ถูกรับจากเขาเป็นอันขาด และในปรโลกเขา ก็จะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน”

(อาล อิมรอน : 85)


ประการที่สิบ  การผินหลังให้ศาสนาของอัลลอฮฺโดยที่เขาไม่ศรัทธาและไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติ ทั้งนี้ก็เพราะ อัลลอฮฺได้ตรัสว่า

وَمَنْ أَظْلَمُ مِمَّنْ ذُكِّرَ بِآَيَاتِ رَبِّهِ ثُمَّ أَعْرَضَ عَنْهَا إِنَّا مِنَ الْمُجْرِمِينَ مُنْتَقِمُونَ

และใครเล่าจะอธรรมยิ่งไปกว่าผู้ที่ได้ถูกตักเตือนให้รำลึกถึงโองการต่างๆ ของพระเจ้าของเขาแล้ว จากนั้นเขาผินหลังให้มัน แท้จริงเราจะ เป็นผู้สำเร็จโทษบรรดาผู้กระทำผิด

(อัล-สัจญ์ดะฮฺ :22)


    และสิ่งที่ทำให้สิ้นสภาพของการเป็นมุสลิมเหล่านี้ ไม่ว่าจะทำขึ้นด้วยเจตนา เย้ยหยัน ล้อเล่น หรือจริงจัง หรือ ด้วยความหวาดกลัวก็ตาม จะทำให้สิ้นสภาพการ เป็นมุสลิมอย่างแท้จริง เว้นแต่ในกรณีที่ถูกบังคับให้ทำเท่านั้น ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นภัยอันตรายที่ยิ่งใหญ่ และมักจะเกิด ขึ้นบ่อยที่สุด

    ฉะนั้นจึงจำเป็นที่มุสลิมจะต้องระมัดระวังไม่ให้สิ่งที่กล่าวมาแล้วเกิดขึ้นกับตัวเองเป็นอันขาด ในประเด็นที่สี่ที่ ทำให้สิ้นสภาพการเป็นมุสลิม อันได้แก่ผู้ที่เชื่อมั่นว่า ข้อชี้นำของคนอื่นจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม สมบรูณ์กว่าข้อชี้นำที่ถูกต้องของท่านนบีนั้น  จะรวมถึงผู้ที่ เชื่อว่าระบบและกฎหมายต่างๆ ที่มนุษย์ตรา ขึ้นมา ประเสริฐเลิศกว่าบทบัญญัติของอัลลอฮฺ หรือเชื่อว่าระบบกฎหมายอิสลามนั้นไม่เหมาะแก่การ นำมาใช้ปฏิบัติใน ยุคศตวรรษที่ 20

   หรืออีกความหมายหนึ่งก็คือเชื่อว่า การนำกฎหมายอิสลามมาใช้ปฏิบัตินั้น เป็นสาเหตุแห่งความล้าหลังของ อิสลามมิกชน หรือมีความเชื่อว่า  อิสลามมีระบบ ที่คับแคบมีเขตความสัมพันธ์ระหว่างคนกับพระเจ้าเท่านั้น ตัดขาดกับชีวิตด้านอื่นๆ ทั้งสิ้น และผู้ที่เข้าอยู่ในข่ายนี้อีกเช่นกัน คือผู้ที่มีความเห็นว่าการนำเอาบท อาญา (ลงโทษ) ของอัลลอฮฺมาปฏิบัตินั้น ไม่เหมาะสมกับยุคนี้ ตัวอย่างเช่น การตัดข้อมือหัวขโมย การขว้าง ก้อนหิน ใส่ผู้ซินา(ผิดประเวณี) สำหรับผู้ที่ผ่านชีวิต สมรสแล้วจนสิ้นชีพ และอื่นๆ  และที่เข้าข่ายนี้อีกเช่นกัน ผู้ที่มีความ เห็นว่าการตัดสินอื่นที่ ไม่ได้อยู่ในบทบัญญัติของอัลลอฮฺนั้นเป็นที่อนุมัตินำมาใช้ได้ ไม่ว่าจะอยู่ ในเรื่องธุรกิจ การค้า หรือกิจการอื่นๆ

    ทั้งนี้ก็เพราะว่าผู้ที่มีความเห็นที่ว่านี้ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เชื่อว่ากฎหมายที่มนุษย์กลุ่มที่มีอิทธิพลตราขึ้นนั้นเหมาะ แก่การนำมาปฏิบัติมากกว่า  บทบัญญัติของอัลลอฮฺก็ตาม เพราะความห็นที่ว่า สิ่งดังกล่าวเป็นที่อนุมัตินั้นก็มีค่า เท่ากับเขาได้คัดค้านอัลลอฮฺ ทำให้สิ่งที่อัลลอฮฺทรงห้าม (หะรอม)กลายเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงอนุมัติ (หะลาล) ทั้งนี้ก็เพราะว่ามีมติเป็นเอกฉันท์ของอุละมาอฺอิสลามแล้วว่า ผู้ใดที่ทำให้สิ่งที่อัลลอฮฺทรง ห้ามไว้ ให้กลายมาเป็น สิ่งที่อนุมัติ อาทิเช่น การซินา การเสพของมึนเมา การทานดอกเบี้ย ลารนำบัญญัติอื่น (ที่ไม่ไช่ของอัลลอฮฺ) มาใช้ปฏิบัติ บุคคลผู้นั้นก็เป็นกาฟิรฺ ตามมติเอกฉันท์ของบรรดาอุละมาอฺอิสลาเราขอต่ออัลลอฮฺให้พระองค์ได้ โปรดป้องกันเราให้พ้น จากสิ่งที่จะทำให้เรา โดนความโกรธกริ้วของพระองค์ และการลงโทษอันเจ็บปวด

..........................................................................................................................................

(1) คืออนุมัติให้ลงโทษด้วยการประหารและยึดทรัพย์ได้ โดยมีเงื่อนไขต่างๆ ตามบัญญัติในศาสนา

(2) แขนงหนึ่งของการทำไสยศาสตร์ โดยใีวัตถุประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงคนที่เคยรัก ให้เป็นคนที่เกลียดชัง ดังเช่นทำให้สามีที่เคยรักภรรยาของเขากลับกลาย เป็นเกลียดชังเธอ

(3) แขนงหนึ่งของการทำไสยศาสตร์ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะทำให้คนลุ่มหลง ในสิ่งที่ไม่เคยรักมาก่อน ทั้งนี้โดยวิธีการของชัยฏอน


 


@ เขียนโดย เว็บมาสเตอร์ warasatussunnah.net  E-mail : warasatussunnah@hotmail.com