การตะวัซซุ้ลในอิสลาม ตอนที่ 7



โดย  อ.อับดุลฮากีม มังเดชะ

 

7. การทำเสน่ห์

การทำเสน่ห์ ในภาษาอาหรับเรียกว่า (التولة ) คือสิ่งที่ทำขึ้นมาเพื่อที่จะผูกมัดให้สามีหลงใหลในตัวของภรรยา หรือในทางตรงกันข้ามเพื่อให้ภรรยาหลงใหลสามี(1)

ในสังคมปัจจุบันนั้นมีการทำเสนห์กันอย่างแพร่หลาย ส่วนหนึ่งก็เพื่อที่จะผูกมัดใจให้สามีรักภรรยาเพียงคนเดียว ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับบุคคลอื่น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการทำเสนห์นั้นขดต่อหลักการอิสลลามอย่างร้ายแรง อิสลาม ถือว่าความรักที่สามีมอบให้กับภรรยาหรือภรรยามอบให้กับสามีนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเนื่องจากความดี ที่มีอยู่ในตัว ภรรยาและสามี ภรรยาสามารถผูกมัดใจสามีของนางด้วยการทำดีต่อสามี เป็นคนที่อยู่ในกรอบของศาสนา เอาอกเอาใจผู้เป็นสามี ส่วนสามีก็เช่นเดียวกันสามารถที่จะผูกมัดใจภรรยาได้ด้วยกับความดีของเขา

8. การสาบานด้วยกับสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮฺซุบหานะฮูวะตะอาลา

การสาบานด้วยกับสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮฺซุบหานะฮูวะตะอาลา เป็นการทำชีริก(การตั่งภาคี) ต่ออัลลอฮฺซุบหา นะฮูวะตะอาลา ส่วนใหญ่แล้วการสาบานนั้นเป็นการสาบานด้วยกับสิ่งที่ถูกเคารพนับถือที่มีชื่อเสียงโดยทั่วกัน เช่น ท่านนบี กะบะฮฺ บรรดาผู้รู้ ผู้อวุโส บรรดาปู่ย่าตายาย หรือบรรดาสิ่งที่ถูกสร้างอื่นๆจากนี้ หากผู้ใดสาบานด้วยกับ สิ่งหนึ่งสิ่งใดจากตัวอย่างข้างต้นหรือสิ่งอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺซุบหานะฮูวะตะอาลาแล้ว ถือว่าเป็นการตั่งภาคี ทั้งสิ้น (2)

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้กล่าวว่า

من حلف بغير الله فقد كفر أو أشرك

ผู้ใดที่สาบานด้วยกับสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮฺซุบหานะฮูวะตะอาลา แน่นอนเขาได้ปฏิเสธและ ได้ตั้งภาคีแล้ว

ติรมีซี, สุนัน, หมวดการบนบานและการสาบาน, บรรพการบนบานที่น่ารังเกียจ, เลขที่: 1455,

เนื่องจากการสาบานนั้นเป็นการแสดงออกถึงการให้ความยิ่งใหญ่แก่ผู้ที่ถูกกล่าวนามถึงเมื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใด สาบาน และผู้ที่เหมาะสมคู่ควรแก่การยกย่องให้ความยิ่งใหญ่ให้ความศักดิ์สิทธิ์มีเพียงแค่อัลลอฮฺ ซุบหานะฮูวะ ตะอาลา พระองค๋เดียวเท่านั้น เหตุนี้เองท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงได้ห้ามการสาบานด้วยกับสิ่งอื่น นอกจากอัลลอฮฺ ซุบหานะฮูวะตะอาลา

9.การบนบานด้วยกับสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮฺซุบหานะฮูวะตะอาลา

การบนบานด้วยกับสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮฺซุบหานะฮูวะตะอาลา หมายถึง การที่บุคคลหนึ่งบังคับตัวเองให้ผูกมัด ไว้กับ สิ่งหนึ่งเพื่อเข้าใกล้อัลลอฮ ฺซุบหานะฮูวะตะอาลา้ (3)

อัลลอฮฺซุบหานะฮูวะตะอาลาทรงตรัสว่า

พวกเขาปฏิบัติตามคำสัตย์สาบาน และกลัวต่อวันหนึ่งที่ความชั่วร้ายของมันจะกระจายไปทั่ว”

(สูเราะฮฺ อัลอินสาน, 76:7.)

จากอายะฮฺข้างต้นเป็นที่ประจักษ์ว่า อัลลอฮฺ ซุบหานะฮูวะตะอาลาทรงอนุญาตแก่บ่าวของพระองค์ในการบนบาน แต่ต้องปฏิบัติตามสิ่งที่บนบานไว้ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ จึงเป็นการเข้าใกล้พระองค์ อีกทั้งยังทรงสัมทับเตือนผู้ที่ ละเมิดเพิกเฉยไม่ปฏิบัติให้ลุล่วงจากสิ่งที่ได้บนบานไว้ ถึงโทษทัณฑ์อันจะประสบแก่เขาในวันกิยามะฮฺ

การบนบานถือเป็นอิบาดะฮฺประเภทหนึ่ง ฉะนั้นแล้วหากการบนบานนั้นตั้งมั่นเพื่ออัลลอฮฺ ซุบหานะฮูวะตะอาลา เพียงองค์เดียว หากการบนบานถูกเปลี่ยนไปเพื่อสิ่งื่นใดนอกจากอัลลอฮฺซุบหานะฮูวะตะอาลาแล้วนั้น มันคือ การตั่ง ภาคีต่อพระองค์ ฉะนั้นเมื่อมีการบนบานอยู่ในขอบเขตของการเชื่อฟังอัลลอฮฺ ซุบหานะฮูวะตะอาลา และไม่ฝ่าฝืน ต่อพระองค์ ก็จำเป็นสำหรับเขาที่จะต้องปฏิบัติสิ่งที่บนบานให้ครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะถือเป็น อิบาดะฮฺ หากทว่าการบน บานนั้นเพื่อสิ่งที่ถูกสร้างสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ไม่ใช่อัลลอฮฺซุบหานะฮูวะตะอาลา ถือเป็นการ ตั้งภาคีเพราะเขาตั้งใจว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นผู้ที่จะช่วยเหลือสงเคราะห์เขา ณ.อัลลอฮฺซุบหานะฮูวะตะอาลา ซึ่งแน่นอนสิ่งเหล่านั้นไม่มีความ สามารถใด ๆ ที่จะช่วยเหลือเขาได้

10. การเชือดเพื่อสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮฺ ซุบหานะฮูวะตะอาลา

การเชือดเพื่อสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮฺซุบหานะฮูวะตะอาลา ถือเป็นการตั้งภาคีชนิดหนึ่ง เช่นการเชือดสัตว์พลี (กุรบาน) การเชือดสัตว์ทั่วไปโดยตั้งใจเพื่อสิ่งอื่นนอกกจากอัลลอฮฺซุบหานะฮูวะตะอาลา ซึ่งการปฏิบัติเช่นนี้ เคยเป็นประพณีการปฏิบัติของพวกตั้งภาคีในสมัยก่อน กล่าวคือ พวกเขาจะเชือดสัตว์เพื่อถวายรูปเจว็ดต่าง ๆ ที่พวกเขายึดถือเป็นพระเจ้า หวังจะได้ใกล้ชิดกับพระเจ้าของพวกเขา ซึ่งอิสลามได้มาลบล้างประเพณีอันนี้และ ได้ห้ามการปฏิบัติดังกล่าวเพราะถือเป็นการตั้งภาคีต่ออัลลอ ฮฺซุบหานะฮูวะตะอาลา และเป็นการใช้สื่อกลาง ที่ผิดเป้าหมายที่อิสลามได้วางไว้

อัลลอฮฺซุบหานะฮูวะตะอาลาทรงตรัสว่า

ได้ถูกห้ามแก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งสัตว์ที่ตายเอง และเลือด และเนื้อสุกร และสัตว์ที่ถูกเปล่งนามอื่นจาก อัลลอฮ์ที่มัน(ขณะเชือด) และสัตว์ที่ถูกรัดคอตาย และสัตว์ที่ถูกตีตาย และสัตว์ที่ตกเหวตาย และสัตว์ที่ถูกขวิดตาย และสัตว์ที่สัตว์ร้ายกัดกิน นอกจากที่พวกเจ้าเชือดกันและสัตว์ที่ถูกเชือด บนแท่นหินบูชา”

(สูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮฺ, 5:3.)

จากอายะฮฺที่กล่าวมาข้างต้น หมายถึง สิ่งที่ถูกเชือดโดยกล่าวนามของสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮฺ ซุบหานะฮูวะตะ อาลาไม่ว่าจะเป็นนามของพระเจ้าองค์ใดที่ใครนับถือ หรือรูปปั้นใดก็ตามและสิ่งที่ถูกเชือดบนแท่นเพื่อบูชายันต์ ไม่ว่าสิ่งที่ถูกบูชานั้นจะเป็นเทพเจ้าองค์ใดหรือรูปปั้นใดก็ตาม และจะตั้งใจเพื่อเคารพสักการะหรือเพื่อความ เป็นสิริมงคล หรือเพื่อยกย่องแสดงความยิ่งใหญ่ก็ตามถือเป็นการตั้งภาคีต่อพระองค์อัลลอฮฺ ซุบหานะฮูวะ ตะอาลาทั้งสิ้น (4)

ด้วยเหตุนี้เองอัลลอฮฺซุบหานะฮูวะตะอาลาได้สั่งใช้ให้ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมทำการละหมาด การเชือดสัตว์ หรือการงานทุกอย่างเพื่ออัลลอฮฺซุบหานะฮูวะตะอาลาองค์เดียว ดังที่พระองค์ทรงตรัสว่า

ดังนั้นเจ้าจงละหมาดเพื่อพระเจ้าของเจ้าและจงเชือดสัตว์พลี”

(สูเราะฮฺ อัลเกาษัร, 108:3.)

เป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกคนที่ต้องตอบสนองการเรียกร้องจากอัลลอฮฺ ซุบหานะฮูวะตะอาลา ซึ่งเป็นการสั่งใช้และ มีควมจำเป็นต่อทุกคนที่ต้องปฏิบัติตามให้ครบถ้วนสมบูรณ์เพื่อเป็นการสำนึกถึงบุญคุณขอองพระองค์ และแสดงออกถึงการขอบคุณต่อพระองค์ออกมาเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน จากอายะฮฺพระองค์ทรงสั่งใช้เรื่อง การละหมาดและเชือดสัตว์พลีให้ปฏิบัติและตั้งใจเพื่อพระองค์เพียงองค์เดียว (5) และมีรายงานจากท่านอะลี ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ท่านร่อสู้ลได้บอกฉันด้วยกับสี่คำพูด คืออัลลอฮฺ ซุบหานะฮูวะตะอาลาทรงสาปแช่ง ผู้ที่เชือดเพื่อสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮฺซุบหานะฮูวะตะอาลา อัลลอฮฺ ซุบหานะฮูวะตะอาลาทรงสาปแช่งผู้ที่ให้ที่ พำนักแก่ผู้ที่โกหก และอัลลอฮฺซุบหานะฮูวะตะอาลาทรงสาปแช่งผู้ที่ล้ำเขตแบ่งดินแดน”(6)

ดังนั้นการตะวัสสุ้ลด้วยกับบรรดานบี บรรดาคนศอลิหฺ(คนดี) มะลาอิกะฮฺ ผู้ปกครองไม่ว่าจะยังมีชีวิตอยู่หรือตาย ไปแล้ว หรือสื่อที่ถูกสร้างต่างๆล้วนแต่เป็นการตะวัสสุ้ลที่ไม่อนุญาตทั้งสิ้น เช่น เขาได้กล่าวว่า “ฉันได้ตะวัสสุ้ล ไปยังพระองค์ด้วยเกียติของนบี หรือฉันได้ตะวัสสุ้ลไปยังพระองค์ด้วยเกียติของซัยหนับ หรือ ขอพระองค์ทรง ให้ริซกีแก่ฉันด้วยเกียติของผู้ที่ได้รับการคัดเลือก”

สิ่งนี้บ่งบอกถึงการยึดแบบผิดๆต่อบรรดาคนดีและคนที่ตายไปแล้ว และการคิดว่าหากไม่ตะวัสสุ้ลด้วยกับบุคคลดัง กล่าวดุอาอฺนั้นจะบกพร่อง แท้จริงความคิดแบบนี้คือแนวทางของอิบลีสที่สร้างไว้เพื่อหลอหลวงมนุษย์ มันต้องการให้มนุษย์อยู่ในการตั้งภาคีเหมือนกับที่มันได้หลอกลวงกลุ่มชนของนบีนูหฺ อะลัยฮิสสลาม ดังพระองค์ ทรงตรัสว่า

และพวกเขาได้กล่าวว่า พวกท่านอย่าได้ทอดทิ้งพระเจ้าทั้งหลายของพวกท่านเป็นอันขาด พวกท่านอย่าได้ทอดทิ้งวัดดฺ และสุวาอฺ และยะฆูษ และยะอู๊ก และนัซรฺ เป็นอันขาด และโดยแน่นอน พวกเขาได้ทำให้หมู่ชนจำนวนมากหลง ดังนั้นขอพระองค์ท่านอย่าได้เพิ่มอันใดแก่พวกอธรรมเหล่านั้น นอกจากกการหลงผิดเท่านั้น”

(สูเราะฮฺ นูหฺ, 71: 23-24.)

ทั้งหมดคือการตะวัสสุ้ลที่ไม่อนุญาต มันคือหนทางไปสู่ชีริก ดังนั้นหากวันนี้เราตะวัสสุ้ลด้วยกับพวกเขา และพรุ่งนี้เราได้วิงวอนขอสิ่งอื่นนอกเหนือจากพระองค์อัลลอฮฺซุบหานะฮูวะตะอาลา แน่นอนในวันกิยามะฮฺ เราอาจอยู่ในนรกชั้นต่ำสุด (7)

แท้จริงอัลลอฮฺซุบหานะฮูวะตะอาลาไม่ต้องการสื่อเพื่อที่จะตอบรับดุอาอฺบ่าวของพระองค์ เพราะแท้จริงพระองค์ ทรงอยู่ใกล้กับพวกเขา ซึ่งระหว่างอัลลอฮ ฺซุบหานะฮูวะตะอาลาและมนุษย์นั้นไม่มีอะไรเป็นตัวกั้นกลางการสื่อถึง ระหว่างพระองค์กับบ่าวของพระองค์ จนเป็นเหตุให้มนุษย์นั้นต้องอาศัยสิ่งอื่นหรือผู้ที่เสียชีวิตมาเป็นสื่อถึง อัลลอฮฺ ซุบหานะฮูวะตะอาลาเพื่อร้องขอต่อพวกเขาในสิ่งที่พวกเขาไม่มีกรรมสิทธ์ ไม่มีความสามารถที่จะตอง สนองตามความต้องการของมนุษย์ได้ ดังนั้น จำเป็นสำหรับบ่าวที่จะต้องขอต่ออัลลอฮฺด้วยตัวของพวกเขาเอง ขอด้วยกับลิ้นกับคำพูดของเขาเอง มีความต้องการและความหวังจากใจและยึดมั่นอย่างแน่แน่วว่า อัลลอฮฺ ซุบหานะฮูวะตะอาลาคือผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงควบคุมกิจการงานทุกอย่างบนโลกใบนี้ การให้คุณให้โทษนั้นอยู่ใน อำนาจของพระองค์ทั้งสิ้น ขณะเดียวกันจะต้องเชื่อว่ามนุษย์นั้นไม่สามารถให้คุณให้โทษต่อผู้อื่นได้หากพระองค์ ไม่ทรงประสงค์ (8)

ดังพระองค์ทรงตรัสว่า

และเมื่อบ่าวของข้าถามเจ้าถึงข้าแล้วก็ (จงตอบเถิดว่า) แท้จริงนั้นอยู่ใกล้ ข้าจะตอบรับคำวิงวอน ของผู้ที่วิงวอน เมื่อเขาวิงวอนต่อข้าดังนั้น พวกเขาจงตอบรับข้าเถิด และศรัทธาต่อข้า เพื่อว่าพวกเขา จะได้อยู่ในทางที่ถูกต้อง

(สูเราะฮฺ บากอเราะฮฺ, 2: 186.)

และด้วยคำพูดของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า “การทำให้ได้ใกล้ชิดกับพระผู้เป็นเจ้า ของเขาคือการสุญูด” (9) และผู้ที่สุญูดก็ไม่สามารถที่จะใกล้ชิดกับพระองค์อัลลอฮฺได้หากเขาคือผู้ที่ฉ้อฉล และปฏิเสธ แน่นอนอัลลอฮฺซุบหานะฮูวะตะอาลาทรงปฏิเสธสิ่งที่พวกมุชริกูนได้ยึดเอาสิ่งอื่นมาเป็นผู้ช่วยเหลือ และพวกเขาเอาสิ่งเหล่านั้นมาเป็นหุ้นส่วนกับพระองค์ในการวิงวอนขอ

พระองค์ทรงตรัสว่า

และพวกเขาจะเคารพภักดีสิ่งอื่นไปจากอัลลอฮฺ ที่มิได้ให้โทษแก่พวกเขา และมิได้ให้ประโยชน์แก่ พวกเขา และพวกเขาจะกล่าวว่า “เหล่านี้คือผู้ช่วยเหลือเรา ณ ที่อัลลอฮ์ จงกล่าวเถิด   (มูหัมมัด) พวกท่านจะแจ้งข่าวแก่อัลลอฮฺด้วยสิ่งที่พระองค์ไม่ทรงรู้ ในบรรดาชั้นฟ้าและในแผ่นดินกระนั้นหรือ? พระองค์ทรงมหาบริสุทธิ์และทรงสูงส่ง เหนือสิ่งที่พวกเขาตั้งภาคีขึ้น

(สูเราะฮฺ ยูนุส, 10: 18.)

พระองค์ทรงตรัสว่า

จงกล่าวเถิดมูหัมมัด พวกท่านจงวิงวอนต่อบรรดาที่พวกท่านจินตนาการ (ว่าเป็นพระเจ้า) อื่นจาก อัลลอฮฺพวกมันมิได้ครอบครองแม้แต่น้ำหนักเพียงเท่าธุลีในชั้นฟ้าทั้งหลาย และแผ่นดินและพวกมันมิ ได้มีหุ้นส่วนในทั้งสองนั้น และสำหรับพระองค์นั้นมิได้มีผู้ช่วยเหลือมาจากพวกมัน

(สูเราะฮฺ สะบะอฺ, 34: 23.)

และพระองค์ทรงตรัสว่า

แท้จริงเจ้าจะไม่ทำให้คนตายได้ยิน และจะไม่ทำให้คนหูหนวกได้ยินการเรียกร้องเชิญชวนเมื่อ พวกเขาหันหลังกลับ

(สูเราะฮฺ อัลนัมลฺ, 27: 80)

แท้จริงคนตายได้ยินคำพูดของคนที่ยังมีชีวิต แต่ไม่สามารถที่จะตองสนองสิ่งใดได้ แล้วอย่างไรเล่า จะยึดพวกเขามาเป็นสื่อไปยังอัลลอฮฺซุบหานะฮูวะตะอาลา

(1)  มูฮำมัดบินอับดุลวะฮับ, แหล่งเดิม, หน้าที่:41.

(2) (ยูสุฟกอรอดอวียฺ, หะกีก่อตุดเตาหีด, มักตะบะฮฺวะฮะบะฮฺ, อียิปต์, ม.ป.ป., หน้าที่:49.

(3) เชคมูหัมมัดญะดีด, กิตาบุตเตาหีด, ม.ป.ท., ม.ป.ป., หน้าที่: 113.

(4) ยูสุฟกอรอดอวียฺ, แหล่งเดิม, หน้าที่:61

(5) อะหฺหมัดหุสัยนฺ, ตัฟสีรฟาติหะตุ้ลกิตาบวะญุซอุลอัมมาอฺ, ม.ป.ท., ญิดดะฮฺ, 1972, หน้าที่: 309.

(6) มุสลิม, ศอหีหฺ, หมวดอัลอะฏอหา, บรรพห้ามการเชือดเพื่อสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮฺ ผู้ที่กระทำจะถูกสาปแช่ง, เลขที่ :1978.

(7) อัมรฺอับดุลมุนอิม, อัสสุนันวะมุบตะดิอ๊าต, ม.ป.ท., อียิปย์, 1425, หน้าที่:269.

(8) สะอฺดุศอดิกมูหัมมัด, ชิรออฺบัยนัลหักวัลบาฏิล, 1987, ดารุ้ลลละวาอฺ, ซาอุดิอารเบีย, หน้าที่  :79.

(9)  มุสลิม, ศอหีหฺ, หมวดการละหมาด, บรรพอิอฺติด้าลอัรกานุศศอลาฮฺวะตักฟีฟุฮาฟิลตะมาม, เลขที่: 482.


 ย้อนกลับ ตอนที่ 6                                                                                               ถัดไป ตอนที่ 8

 


@ เขียนโดย เว็บมาสเตอร์ warasatussunnah.net  E-mail : warasatussunnah@hotmail.com วันที่ 16 สิงหาคม 56 เวลา 15.30 น.