การตะวัซซุ้ลในอิสลาม ตอนที่ 6



โดย  อ.อับดุลฮากีม มังเดชะ

 

4. การขอความสิริมงคลต่อต้นไม้ ก้อนหิน วัตถุอื่นๆ

การขอความสิริมงคลต่อต้นไม้ ก้อนหิน วัตถุอื่นๆ ด้วยกับการพักอาศัย การอิบาดะฮฺอยู่ที่นั่น หรือการแขวนผ้า ไว้บนสิ่งเหล่านั้น เป็นสิ่งที่ไม่อนุญาตให้มุสลิมกระทำ เพราะมันเป็นการกระทำของพวกมุชริกีนไม่ใช่สิ่งที่มาจาก ศาสนาอิสลาม

จากท่านอิบนุวัฎฎอหฺได้รายงานว่า “ท่านอุมัรบินค็อฏฏ็อบได้สั่งใช้ให้ตัดต้นไม้ต้นหนึ่ง ซึ่งในขณะที่ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมยังมีชีวิตได้เคยไปนั่งใต้ต้นไม้ต้นนั้น และได้ตัดต้นไม้นั้นทิ้ง ซึ่งสาเหตุที่ใช้ให้ตัดต้นไม้นั้นทิ้งก็เพราะว่า บรรดามนุษย์กำลังไปทำอิบาดะฮฺกำลังไปละหมาดใต้ต้นไม้ ต้นนั้น ท่านอุมัรบินค็อฏฏ็อบกลัวเกิดความวุ่นวายจึงสั่งใช้ให้ตัดต้นไม้ต้นนั้นทิ้งเสย” (1)

เชคอิสลามอิบนุตัยมียะฮฺ ได้กล่าวว่า การนำเอาต้นไม้ก้อนหิน ตาน้ำ หรือสิ่งอื่นมาเป็นสื่อในการบนบานของคน บางส่วน และการยึดเอาใบไม้ของมันมาเป็นสิ่งที่ให้ความเป็นสิริมงคล หรือการละหมาดที่นั่น แท้จริงมันเป็น การอิบาดะฮฺที่น่ารังเกลียดและมันเป็นการกระทำของพวกที่โง่เขลาเบาปํญญา และเป็นสาเหตุที่จะนำไปสู่การตั้ง ภาคีต่ออัลลอฮฺซุบหานะฮูวะตะอาลา (2)

จากการเกิดขึ้นของการขอความสิริมงคลต่อก้อนหินและสิ่งอื่นๆ คือ การเก็บเอาก้อนหิน ดินจากมักกะฮฺ หรือ มะดีนะฮฺ และสถานที่อื่น ๆ มาเก็บรักษาไว้เพื่อขอความสิริมงคลจากมันและมีความเชื่อว่ามันสามารถที่จะให้ ประโยชน์และป้องกันโทษได้ (3)

5. การใช้เครื่องรางของขลัง (تميمة )

การใช้เครื่องรางของขลัง หมายถึง สิ่งของที่มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อกันว่าอาจดลบันดาลให้สำเร็จได้ดังประสงค์ หรือที่นับถือว่าป้องกันจากอันตราย ยิงไม่เข้า ฟันไม่เข้า (4) และมีอุลามาอฺให้ความหมายว่า เครื่องรางของขลัง คือ สิ่งที่นำมาห้อยที่ตัวเด็กเพื่อป้องกันจากความชั่วร้าย (5) หรือสิ่งที่นำมาห้อยตามตัวของมนุษย์เพื่อจะป้องกัน จากสิ่งชั้วร้ายต่าง ๆ (6)

สรุป เครื่องรางของขลังคือ   สิ่งที่ทำมาจากอัลกุรอ่าน พระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮฺ ซุบหานะฮูวะตะอา ลา ตลอดจนอัลหะดีษ หรือ สิ่งที่ประดิษฐ์ขึ้นมาจากวัสดุต่างๆที่เราพบเห็นตามธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นกระดูกของ สัตว์ต่างๆ เส้นด้าย สายสิน และมงคลวัสดุอื่นๆ โดยผ่านการปลุกเสกของผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของเวทมนต์คาถา เครื่องรางของขลังประเภทนี้มีให้เห็นในหลายลักษณะหลายรูปแบบ เช่น ตะกรุด ผ้ายันต์ เหล็กไหล ปลัดขลิก ฯลฯ สิ่งต่างๆเหล่านี้มนุษย์นำมาห้อยตามร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นที่คอ เอว ข้อมือ   หรือส่วนอื่นๆ  ตลอดจนยานพาหนะ และที่อยู่อาศัยเพื่อวัตถุประสงค์ที่จะขอให้สิ่งเหล่านั้นช่วยป้องกันจากภัยอันตราย และยึดถือว่าสิ่งเหล่านั้น มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ในการที่จะช่วยป้องกันผู้ที่สวมใส่และดลบันดาลให้ได้รับความสำเร็จ ตามความประสงค์ ของผู้ที่สวมใส่มัน

แม้ว่าโลกของเราจะก้าวเข้าสู่ยุคของเทคโนโลยีหรือความทันสมัยมากสักเพียงใด แต่เครื่องรางของขลังก็ยังคง มีบทบาทต่อวิถีของมนุษย์อยู่เรื่อยมา ยิ่งภาวะทางสังคมมีความระส่ำระส่ายมากขึ้นเท่าไร จิตใจของมนุษย์ที่ขาด ที่พึ่งก็ยังต้องใฝ่หาที่พึ่งทางจิตใจเพื่อที่จะลดความว้าวุ่นเหล่านั้นให้น้อยลง โดยไม่หยุดคิดสักนิดว่า แท้จริงแล้ว สิ่งเหล่านั้นที่พวกเขาไปขออุปโลคขึ้นมาเพื่อนำมาเป็นที่พึ่งนั้นแท้จริงแล้วมันไม่สามารถช่วย อะไรได้เลย แม้แต่น้อย ไม่สามารถที่จะให้คุณ หรือให้โทษแก่มนุษย์ได้เลย ดังที่อัลลอฮฺ ซุบหานะฮูวะตะอาลา

และถ้าเจ้าถามพวกเขาว่า ใครเป็นผู้สร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน แน่นอนพวกเขาจะกล่าวว่า อัลลอฮฺ จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด พวกท่านไม่เห็นดอกหรือว่า สิ่งที่พวกท่านวิงวอนขออื่นจากอัลลอฮฺนั้น หากอัลลอฮฺทรงประสงค์จะให้มีความทุกข์ยากแก่ฉันแล้ว พวกมันจะปลดเปลื้องความทุกข์ยากของ พระองค์ได้ไหม? หรือหากพระองค์ประสงค์จะให้ความเมตตาแก่ฉันพวกมันจะยับยั้งความเมตตาของ พระองค์ได้ไหม? จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด อัลลอฮฺทรงพอเพียงแก่ฉันแล้ว แต่พระองค์เท่านั้น บรรดาผู้มอบความไว้วางใจจะให้ความไว้วางใจ”

(สูเราะฮฺ อัซซุมัร, 39:38)

6. การเป่ารักษา

การเป่ารักษาในภาษาอาหรับเรียกว่า (رقية ) คือการเป่าในการเยียวยารักษาให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บและอาการ เจ็บป่วยต่าง ๆ (7)

การเป่านั้นนักปราชญ์ได้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกันคือ

1. อนุญาต คือการใช้อัลกุรอ่านหรือบทดุอาอฺต่างๆที่มีแบบอย่างจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในการอ่านเพื่อรักษาคนป่วย (8) ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้กล่าวว่า

اعرضوا على رقاكم لا بأس باالرقاكم مالم تكن شركا

จงนำเสนอแก่ฉันการเป่าของพวกท่านเพราะไม่เป็นบาปสำหรับการเป่าที่ไม่เป็นชีริก

มุสลิม, ศอหีหฺ, หมวดการให้สลาม, บรรพการอนุญาตให้นำกุรอ่านและการซิเกรมาเป็นการเสกเป่า, เลขที่ :2201.

ท่านอับดุลวะฮับกล่าวว่า ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมนั้นเคยใช้การเป่าและอนุญาตให้ทำมันได้เพราะว่า แท้จริงหากนำมาจากอัลกุรอ่านและพระนามของอัลลอฮฺซุบหานะฮูวะตะอาลา ถือว่าเป็นที่อนุญาตให้ทำได้  (9)

ด้วยเหตุนี้นัปราชญ์จึงได้วางเงื่อนไขในการเป่ารักษาซึ่งมีด้วยกัน 3 เงื่อนไข (10) ดังนี้

1. จำเป็นต้องเป็นดำรัสของของอัลลอฮฺซุบหานะฮูวะตะอาลา

2. จำเป็นต้องเป็นภาษาอาหรับซึ่งสามารถรับรู้และเข้าใจความหมายได้

3. จำเป็นสำหรับผู้เป่ารักษาจะต้องยึดมั่นว่าสิ่งที่เราเสกเป่าไปนั้นไม่สามารถที่จะอำนวยประโยชน์ หรือมีอำนาจ ในการรักษาเยียวยาได้ ยกเว้นจะต้องผ่านความประสงค์ของอัลลอฮฺ ซุบหานะฮูวะตะอาลาเท่านั้น ในส่วนของ ผู้ที่อ่านถือว่าเป็นเพียงแต่สาเหตุและการขอดุอาอฺเท่านั้น

2. ไม่อนุญาต และถือว่าเป็นบาป คือการนำสิ่งที่ไม่มีต้นฉบับมาจากอัลกุรอ่านหรือไม่มีแบบอย่างมาจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมมาใช้อ่านในการรักษาเยียวยา (11)

อัลลอฮฺซุบหานะฮูวะตะอาลา ทรงตรัสว่า

และพวกเขาได้ปฏิบัติตามสิ่งที่บรรดาชัยฏอน ในสมัยสุลัยมานอ่านให้ฟัง และสุลัยมานหาได้ปฏิเสธ การศรัทธาไม่ แต่ทว่าชัยฏอนเหล่านั้นต่างหากที่ปฏิเสธการศรัทธา โดยสอนประชาชนซึ่งวิชา ไสยศาสตร์และสิ่งที่ถูกประทานลงมา แก่มะลาอิกะฮ์ทั้งสอง คือ ฮารูต และมารูต ณ เมืองบาบิล และเขาทั้งสองจะไม่สอนให้แก่ผู้ใดจนกว่าจะกล่าวว่า แท้จริงเราเพียงเป็นผู้ทดสอบเท่านั้น ท่านจงอย่า ปฏิเสธการศรัทธาเลย แล้วเขาเหล่านั้นก็ศึกษาจากเขาทั้งสอง สิ่งที่พวกเขาจะใช้มันยังความแตกแยก ระหว่างบุคคลกับภรรยาของเขา และพวกเขาไม่อาจทำให้สิ่งนั้นเป็นอันตรายแก่ผู้ใดได้ นอกจากด้วย การอนุมัติของอัลลอฮฺเท่านั้น และพวกเขาก็เรียนสิ่งที่เป็นโทษแก่พวกเขา และมิใช่เป็นคุณแก่พวกเขา และแท้จริงนั้นพวกเขารู้แล้วว่าแน่นอนผู้ที่ซื้อมันไว้นั้น ในปรโลกก็ย่อมไม่มีส่วนได้ใด ๆ และแน่นอน เป็นสิ่งที่ชั่วช้าจริง ๆ ที่พวกเขาขายตัวของพวกเขาด้วยสิ่งนั้น หากพวกเขารู้

สูเราะฮฺ อัลบากอเราะฮฺ, 2:102.

อิสลามถือว่าการการยุ่งเกี่ยวกับไสยศาสตร์นั้นเป็นบาปใหญ่อย่างหนึ่ง ในบรรดาบาปใหญ่ที่ทำลายประชาชาติ และเป็นสิ่งที่ลดเกียรติของผู้ที่ปฏิบัติมันมาแล้วก่อนหน้านี้ อีกทั้งยังสร้างความเดือดร้อนให้กับบุคคลอื่น ในโลกนี้และผู้ที่ปฏิบัติมันจะต้องได้รับการลงโทษที่เจ็บแสบในโลกหน้า

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้กล่าวว่า

إجتنبوا الموبقات قالوا : يارسول الله وماهي : الشرك بالله والسحر وقتل النفس التي حرم الله إلا بالحق وأكل الربا وأكل مال اليتيم والتولي يوم الزحف وقذف المحصنات المؤمنات الغفلات

"พวกท่านจงหลีกห่างจากบาปใหญ่เจ็ดชนิด มีผู้กล่าวว่า มันคืออะไรบ้างครับท่านร่อสู้ล?  ท่านได้ตอบ ว่า มันคือ การทำชิริกต่ออัลลอฮฺ การยุ่งเกี่ยวกับไสยศาสตร์ การฆ่าชีวิตที่อัลลอฮฺทรงห้าม ยกเว้นด้วย ความชอบธรรม (ตามหลักศาสนา) การกินทรัพย์เด็กกำพร้า การกินดอกเบี้ย การหนีทัพในวันประจัญ หน้า และการใส่ร้ายหญิงสาวบริสุทธิ์ที่ไม่รู้เรื่องว่า ทำซินา"

บุคคอรี, ศอหีหฺ, หมวดการสั่งเสีย, บรรพที่ 24, เลขที่:1615

การเสกเป่าในการรักษาในทัศนะของอิสลามนั้น ยังถือว่าเป็นที่อนุญาตตราบใดที่การเสกเป่านั้นยังอยู่ในกรอบ ที่ศาสนากำหนด โดยที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของไสยศาสตร์

(1) (นาศิรบินอับดุลการีมอัลอักลฺ, อัลอะฮฺวาอฺวัลฟิร็อกวัลบิดะอฺ, ดารุ้ลวะฏอน, ริยาฏ, 1417, หน้าที่:25)

(2) (อับดุลรอซากบินตอฮิรบินอะหฺมัดมุอาซ, อัลญะฮฺลุบิมะสาอิลิลอิอฺติกอดวะหุกมุฮู, ดารุ้ลวะฏอน, ซาอุดิอารเบีย, 1996, หน้าที่: 414)

(3) (นาศิรบินอับดุลลอฮฺบินมุหัมมัดญะดีอฺ, ตะบัรรุกอันวาอุฮูวะอะหฺกามุฮู, มักตะบะตุรรุชดฺ, ซาอุดิอารเบีย, 2000, หน้าที่: 463)

(4) (บุญพฤกษ์ จาฏาระ, พจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถาน, อักษรเจริญทัศน์, กรุงเทพ, 2539, หน้าที่: 134)

(5) (มูหัมมัดบินอับดุลวาฮับ, อัลเกาลุสสะดีดชารอุลกิตาบุตเตาหีด, ดารุ้ลวะฏอน, ซาอุดิอารเบีย, ม.ป.ป., หน้าที่:40)

(6) (อิบนุมันศูร, ลิสานุลอาหรับ, ดารุ้ลมะอฺริฟะฮฺ, เลบานอน, 1994, หน้าที่:69.)

(7) (อิบนิอัลอะซีร, นิฮายะฮฺฟีฆอริบิลหะดีษวัลอาซาร, ดารุ้ลอิอฺยาอุตตุรอบุ้ลอะรอบียฺ, เลบานอน, ม.ป.ป., หน้าที่: 254.)

(8) ศอลิหฺบินเฟาซาน, อิรชาดอิลาศอหิหิ้ลอิอฺติกอดวะร๊อดดุอาลาอะฮฺลิชชิรกิวะอิลหาด, ดารุ้ลอาศิมะฮฺ, ซาอุดิอารเบีย, 1998, หน้าที่:62.

(9) อับดุรเราะหฺมานบินหะสัน, ฟัตหุลมะญีด, เล่มที่:1, ดารุศศอมีอียฺ, เลบานอน, 1285, หน้าที่:242.

(10) เล่มเดียวกัน, หน้าที่:243.

(11) ศอลิหฺบินเฟาซาน, แหล่งเดิม, หน้าที่:62.


 ย้อนกลับ ตอนที่ 5                                                                                               ถัดไป ตอนที่ 7

 


@ เขียนโดย เว็บมาสเตอร์ warasatussunnah.net  E-mail : warasatussunnah@hotmail.com วันที่ 16 สิงหาคม 56 เวลา 15.30 น.