การตะวัซซุ้ลในอิสลาม ตอนที่ 5



โดย  อ.อับดุลฮากีม มังเดชะ

 

การตะวัสสุ้ลที่ไม่ถูกต้องตามบัญญัติศาสนา

การตะวัสสุ้ลที่ไม่ถูกต้องตามบัญญัติศาสนา หมายถึง การกระทำที่ไม่มีหลักฐานที่มาจากอัลกุรอ่านและสุนนะฮฺ ไม่มีแบบอย่างมาจากเศาะหาบะฮฺ ซึ่งท่านร่อสู้ลศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้รับรองไว้ การตะวัสสุ้ลประเภท นี้ได้แก่

1. การไปกุบูรและให้คนตายช่วยขอดุอาอฺให้

การไปกุบูรและให้คนตายช่วยขอดุอาอฺให้ ในการนี้ไม่ปรากฏหลักฐานจากกุรอ่าน และบรรดาเศาะหาบะฮฺก็ไม่เคย ไปยังกุบูรของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมหรือบุคคลอื่นที่ตายไปแล้วช่วยขอดุอาอฺให้ หรือเป็นสื่อนำ ดุอาอฺไปขอต่ออัลลอฮฺซุบหานะฮูวะตะอาลา แท้จริงการเข้าใกล้ชิดกับอัลลอฮฺซุบหานะฮูวะตะอาลาเพื่อให้ได้มา ในสิ่งที่ต้องการไม่ใช่วิธีการขอผ่านคนตาย ที่จริงแล้วการใช้สื่อกลางที่จะให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการจากอัลลอฮฺ ซุบหานะฮูวะตะอาลา โดยวิธีการประกอบการงานที่ดีงามซึ่งเป็นตัวที่จะนำไปสู่การใกล้ชิดกับอัลลอฮ ฺซุบหานะฮูวะตะอาลา(1)หรือการให้ความสำคัญกับกุบูร เช่น การทำกุบูรให้เป็นมัสยิด สายรายงานจากอาอีชะฮฺ ได้กล่าวว่า

أن أم سلمة ذكرت لرسول الله صلى الله عليه وسلم كنيسة رأتها بأر الحبشة يقال لها : مارية فذكرت له مارأت فيها من الصور فقال رسول الله صلى الله عليه وسلم : أو لئك قوم إذا مات فيهم العبد الصالح أو الرجل الصالح بنوا على قبره مسجدا وصوروا فيه تلك الصور أولئك شرار الخلق عند الله

“จากอาอีชะฮฺ แท้จริงนางได้กล่าวกับท่านร่อสู้ล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมว่า นางนั้นได้เห็นโบถส์ที่ หะบะชะฮฺ ซึ่งมันถูกเรียกว่ามารียะฮฺและนางก็ได้เห็นรูปปั้นในโบถส์นั้น ดังนั้นร่อสู้ล ศ็อลลัลลอฮุอะลัย ฮิวะสัลลัมก็กล่าวกับนางว่า กล่มชนเหล่านั้นเมื่อมีบ่าวคนหนึ่งที่เป็นคนดีหรือชายคนหนึ่งที่เป็นคนดีได้ ตายไปจากพวกเขา พวกเขาได้สร้างมัสยิดบนกุบูรและสร้างรูปปั้นในนั้น ซึ่งเป็นการสร้างที่ชั่วช้ายิ่ง ณ ที่อัลลอฮฺซุบหานะฮูวะตะอาลา”

(บุคคอรียฺ, ศอหีหฺ, หมวดการละหมาด, บรรพการละหมาดบัยอะฮฺ, เลขที่ : 424 )

อิบนุตัยมียะฮฺได้กล่าวว่า พวดเขาเหล่านั้นได้รวมเอาฟิตนะฮฺสองอย่างมาไว้ด้วยกัน คือ ฟิตนะฮฺของกุบูรต่าง ๆ และฟิตนะฮฺของการทำให้เหมือน(รูปปั้น)

การตะวัสสุ้ลด้วยดุอาอฺของท่านนบีเป็นสิ่งที่อนุญาตและมีการยืนยัน แต่ทว่ามันไม่สามารถจะทำได้นอกจากใน ขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่เท่านั้น และจะถูกตัดขาดลงหลังจากการเสียชีวิตของท่าน ดังนั้นไม่เป็นที่อนุญาตสำหรับ มุสลิมที่จะไปยังกุบูรของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และขอต่อท่านในสิ่งที่ต้องการขออภัยในความผิด หรือขอให้พ้นภัยอันตราย ดังมีหลักฐานจากสายรายงานของท่านอุมัร ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่าท่านได้ตะวัสสุ้ลด้วย กับดุอาอฺของท่านอับบาสให้ขอดุอาอฺต่ออัลลอฮฺซุบหานะฮูวะตะอาให้ฝนตกลงมา หลังจากการเสียชีวิตของ ท่านนบี หากการตะวัสสุ้ลด้วยกับท่านนบีเป็นที่อนุญาต แล้วทำไมบรรดาศอหาบะฮฺจึงเปลี่ยนจากการตะวัสสุ้ล ด้วยกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมไปเป็นการตะวัสสุ้ลด้วยกับดุอาอฺของท่านอับบาส บิน อับดุลมุฏ ฏอลิบ สิ่งนี้เป็นการบ่งบอกอย่างชัดเจนโดยไม่ต้องสงสัย นอกจากจะปิดหูปิดตายึดเอาความคิดของตนเอง แน่นอนชนเหล่านี้ได้เดินอยู่บนทางที่หลงผิดอย่างชัดเจน

และการตะวัสสุ้ลด้วยกับดุอาอฺของเราก็เป็นสิ่งที่อนุญาตให้นำมาเป็นสื่อกลางระหว่างเรากับพระองค์อัลลอฮฺ ซุบหานะฮูวะตะอา

ฟิตนะฮฺกุบูร คือ พวกเขาได้สร้างมัสยิดบนกุบูรและพวกเขาได้ปฏิบัติในสิ่งที่ถูกห้าม ด้วยการอิบาดะฮฺต่อเจ้า ของกุบูร

ฟิตนะฮฺการทำให้เหมือน(รูปปั้น) คือ พวกเขาได้สร้างรูปปั้นของคนดี ซึ่งพวกเขาได้ทำให้มันเป็นที่มุ่งหวังและเป็น เป้าหมายของพวกเขา และพวกเขาก็เคารพภักดีต่อรูปปั้นเหล่านั้น

หะดีษดังกล่าวนี้เป็นการบ่งบอกให้ออกห่างจากการสร้างมัสยิดบนกุบูร การให้ความสำคัญกับคนตายในกุบูรและ การเคารพภักดีต่อพวกเขา เพราะแท้จริงการอิบาดะฮฺต่อสิ่งอื่นที่นอกเหนือจากอัลลอฮฺซุบหานะฮูวะตะอาลานั้น ถือเป็นชีริก (2)

การละหมาดบนกุบูรได้ถูกห้าม เช่นเดียวกันกับการละหมาดในขณะที่ดวงอาทิตย์ขึ้นและดวงอาทิตย์ตก เพราะมัน เป็นช่วงเวลาที่พวกมุชริกีนทำการเคารพบูชาต่อดวงอาทิตย์ ดังนั้นเป็นการห้ามสำหรับอุมมะฮฺของท่านที่จะทำ การละหมาด ในขณะนั้นถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้มีเจตนาหรือเป้าหมายเดียวกับพวกมุชริกีน (3) ท่านนบี ศ็อลลัลลอ ฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้กล่าวว่า

لا تجلسوا على القبور ولا تصلوا إليها

พวกท่านอย่าได้นั่งบนกุบูร และอย่าได้ละหมาดที่กุบูร

(มุสลิม, ศอหีหฺ, หมวดการห้ามนั้นบนกุบูรและการห้ามละหมาดที่กุบูร, บรรพณะนาซะฮฺ, เลขที่ : 972)

จากหะดีษดังกล่าว หมายถึง พวกท่านอย่าได้ทำให้เป็นกิบลัต และเมื่อชายคนหนึ่งได้มุ่งไปยังกุบูรเพื่อการ ละหมาด สิ่งเหล่านี้เป็นการปฏิบัติเกินเลยต่ออัลลอฮฺซุบหานะฮูวะตะอาลาและท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะ สัลลัม ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับศาสนาของต่ออัลลอฮฺซุบหานะฮูวะตะอาลา และเป็นการอิบาดะฮฺในศาสนาที่ อัลลอฮฺ ซุบหานะฮูวะตะอาลาไม่ทรงอนุญาต (4)

2. การตะวัสสุ้ลด้วกับเกียรติของท่านนบี

การตะวัสสุ้ลด้วยกับเกียรติของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม การตะวัสสุ้ลเช่นนี้ ไม่มีในบัญญัติของ อิสลามเพราะบรรดาเศาะหาบะฮฺและนักวิชาการในยุคตาบิอีนไม่เคยปฏิบัติสิ่งดังกล่าว ส่วนการอ้างหะดีษที่ว่า

توسلوا بجاهي

พวกท่านทั้งหลายจงตะวัสสุ้ลด้วยเกียรติของฉันเถิด

ท่านอิบนุตัยมียะฮฺกล่าว่า หะดีษบทนี้ไม่มีรากฐานมาจากท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมแต่อย่างใด  (5)ซึ่งเป็นหะดีษฎออีฟนั่นเอง

3. การตะวัสสุ้ลด้วกับสิทธิของท่านนบี

การตะวัสสุ้ลด้วกับสิทธิของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมดังหะดีษที่ท่านหากิม ได้รายงานไว้ในหนังสือ ของท่าน โดยนำเสนอหะดีษกุดซียฺ ที่อัลลอฮฺซุบหานะฮูวะตะอาลาทรงตรัสกับนบีอาดัม อะลัยฮิสสลามว่า

صدقت ياآدم إنه لأحب الخلق إلي أدعني بحقه فقد غفرت لك ولو لا محمد ماخلقتك

เจ้าพูดจริงแล้วอาดัม แท้จริงมูหัมมัดเป็นผู้ที่ข้ารักมากที่สุดในบรรดาสิ่งที่ถูกบังเกิดขึ้นมา เจ้าจงวิงวอนขอต่อข้าด้วยสิทธิของเขาเถิดและถ้าหากว่าไม่มีมูหัมมัด ข้าก็จะไม่บังเกิดเจ้า

อัซซะฮะบียฺได้กล่าววิจารณ์ไว้ในหนังสืออัลมุสตัดร๊อกว่า หะดีษนี้เป็นหะดีษเมาฎูอฺ(อุปโลกน์)ขึ้น (6)

หุกุ่มของการตะวัสสุ้ลด้วยกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม

การตะวัสสุ้ลด้วยกับท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมและประเภทของมัน (7)

1.การตะวัสสุ้ลด้วยกับการศรัทธาต่อท่านเป็นการตะวัสสุ้ลที่ถูกต้อง เช่น เขากล่าวว่า “โอ้อัลลอฮฺ ซุบหานะ ฮูวะตะอาลา แท้จริงฉันศรัทธาต่อพระองค์และร่อสู้ลของพระองค์ พระองค์ทรงอภัยโทษให้แก่ฉัน” การกล่าว เช่นนี้ถือว่าไม่เป็นปัญหาเพราะว่าการศรัทธาต่อท่านบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมคือสื่อที่ได้ถูกบัญญัติไว้ สำหรับการขออภัยโทษและการลบล้างความผิด มันเป็น การตะวัสสุ้ลด้วยกับสื่อที่บทบัญญัติได้ยืนยันไว้

2.การตะวัสสุ้ลด้วยกับดุอาอฺของท่าน คือ การที่ท่านขอดุอาอฺให้กับผู้ที่ขอความช่วยเหลือ การตะวัสสุ้ลเช่นนี้เป็น สิ่งที่อนุญาตเช่นกัน และมีหลักฐานยืนยัน แต่ทว่ามันไม่สามารถที่จะทำได้นอกจากในขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่เท่านั้น โดยมีการยืนยันจากท่านอุมัร ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า “โอ้อัลลอฮฺ ซุบหานะฮูวะตะอาลา เราได้ตะวัสสุ้ลไปยัง พระองค์ด้วยกับนบีของเรา ดังนั้นขอพระองค์ทรงให้ฝนแก่เรา และเราได้ตะวัสสุ้ลไปยังพระองค์ด้วยกับน้าชาย ของนบีของเรา ดังนั้นขอพระองค์ทรงประทานฝนให้แก่เรา แท้จริงท่านอุมัรได้บอกให้ท่านอับบาสยืนขึ้นและ วิงวอนต่ออัลลอฮฺ ซุบหานะฮูวะตะอาลา ส่วนการตะวัสสุ้ลด้วยกับเกียรติของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะ สัลลัมไม่ว่าในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่หรือหลังจากการเสียชีวิตของท่านนั้นไม่อนุญาต เพราะเกียรติของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมไม่มีผลต่อการวิงวอนขอของเขา ยกเว้นต่อตัวของท่านเองเท่านนั้น

(1) (สะอฺดุศอดิกมูหัมมัด, ชิรออฺบัยนัลหักวัลบาฏิล, 1987, ดารุ้ลลละวาอฺ, ซาอุดิอารเบีย, หน้าที่  :72)

(2) (มูหัมมัดบินอับดุลอะซีด, ญะดีดฟีชะเราะหฺกิตาบุตเตาหีด, ม.ป.ท., ญิดดะฮฺ, 1991, หน้าที่ :183-185)

(3) (มูหัมมัดตะกียุดดีน, อัลหิซามุลมาหิก, ม.ป.ป., ม.ป.ท., หน้าที่:29)

(4) (มูหัมมัดตะกียุดดีน, แหล่งเดิม, หน้าที่:29)

(5) (สมาคมนักเรียนเก่าศาสนวิทยา, สารศรัทธา, ม.ป.ท., กรุงเทพ, 2541, หน้าที่: 46)

(6) (สมาคมนักเรียนเก่าศาสนวิทยา, เล่มเดียวกัน, หน้าที่: 46)

(7) (อับดุลลอฮฺบินยูสุฟอัลอัจญฺลาน, อัคตออฺฟิลอะกีดะฮฺ, ดารุศศอมีอียฺ, เลบานอน, 1995, หน้าที่: 69)


 ย้อนกลับ ตอนที่ 4                                                                                               ถัดไป ตอนที่ 6

 


@ เขียนโดย เว็บมาสเตอร์ warasatussunnah.net  E-mail : warasatussunnah@hotmail.com วันที่ 16 สิงหาคม 56 เวลา 15.30 น.