บิดอะหฺและหลักความเชื่อ  ตอนที่ 2



โดย  อ.อับดุลฮากีม มังเดชะ

 

 

2.2 นิยามและความหมายของ บิดอะฮฺ

คำว่า (بدع ) ประกอบด้วยคำสามคำ คือ(الباء )และ(الدال )และ(العين )ซึ่งความหมายในด้านภาษาศาสตร์ หมายถึง สิ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้น ใหม่ในศาสนาหรือสิ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นใหม่หลังจากท่านนบีมูหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัล ลัมโดยที่ไม่มี  รูปแบบการกระทำมาจาก ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมมาก่อน

ความหมายทางด้านวิชาการ

นิยามของคำว่าบิดอะฮฺในทางวิชาการหมายถึง “แนวทางใหม่ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้น(ทั้งทางความเชื่อและการปฏิบัติ) ในศาสนา ในการตักลีดเรื่องชะรีอะฮฺ (ข้อบังคับ) เพื่อแสวงหาความใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ สุบฮานะฮูวะตะอาลา แต่ไม่ ได้เป็นสิ่งมาจากหลักฐานที่เชื่อ ถือได้ ไม่รู้ที่มาหรือวิธีการปฏิบัติของมัน"

ความหมายทางด้านวิชาการของบิอะฮฺนั้น ตัวบทของหะดิษใช้คำสองคำด้วยกันคือ

หนึ่งคือหะดิษใช้คำว่า (بدعة )

จากท่านอิรบาฎ บิน ซารียฺยะฮฺ (เราะฎิยัลฺลอฮฺอันฮู)ว่า ท่านนบี(ศ็อลฺลัลฺลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม)กล่าวว่า-

فإن كل محدثة بدعة وكل بدعة ضلالة

ดังนั้นแท้จริง ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาใหม่คือ บิดอะฮฺ และทุกสิ่งที่เป็นบิดอะฮฺคือความหลงผิด

(อิบนุ มาญะฮฺ, สุนัน, หมวดมุกอดฺดิมะฮฺ, บรรพออกห่างจากอุตริกรรมต่างๆ. เลขที่ : 45).


สองคือ-หะดิษใช้คำว่า (إحداث )


ท่านหญิงอาอิชะฮฺ(เราะฎิยัลฺลอฮฺอันฮา)ว่า ท่านนบี(ศ็อลฺลัลฺลอฮุอะลัยฮิวะสัลฺลัม)กล่าวว่า-

مَنْ أَحْدَثَ فِيْ أَمْرِ نَا مَالَيْسَ فِيْهِ فَهُوَ رَد

ใครก็ตามที่ประดิษฐ์สิ่งใหม่ขึ้นในกิจการของเรานี้ ซึ่งไม่มีพื้นฐานจากมัน ถือว่าไม่ถูกยอมรับ

(อัลบุคอรียฺ, ศอหีหฺ ,หมวดอัศศุลหุ ,บรรพอีซาอิศเฏาะละหุอะลาศุลหีเญาะรินฟัศฺศุลหุมัรดูดุน,เลขที่ : 2697 . มุสลิม, ศอหีหฺ, หมวดอักฎียฺยะฮฺ, บรรพนักฎิลอะหฺกามุลบาฏีละฮฺวะรอดฺดิลมุหละษาติลอุมูร, เลขที่ : 1718)

สองหะดิษดังข้างต้นนั้นพอสรุปกฏเกณฑ์ของบิดอะฮฺ(อุตริกรรม)ได้ดังนี้คือ


หนึ่งคือ- เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ดังใจความหะดิษ(أحدث )(สิ่งใหม่ที่ประดิษฐ์ขึ้นมา)


สองคือ- สิ่งใหม่ดังกล่าวนั้นเป็นสิ่งที่พาดพิงไปยังศาสนาดังใจความหะดิษ( في أمرنا ) (ในกิจการของเรานี้) คำว่า กิจการของเรานี้ก็คือศาสนา อิสลามนั่นเอง


สามคือ- สิ่งใหม่ดังกล่าวนั้นไม่มีพื้นฐานใด ๆ ในศาสนายอมรับไม่ว่าจะเป็นการเฉพาะหรือการทั่วไปดังใจ ความหะดิษ( ليس منه )คือไม่มีพื้นฐาน จากมัน คำว่ามันก็คือ(กฏศาสนบัญญัติต่างๆในเรื่องของศาสนา)

ดังกล่าวข้างต้นนั้นคือความหมายของคำว่าบิดอะฮฺที่ได้มาจากการวิเคราะห์จากอัลหะดิษของท่านนบี ศ็อลฺลัล ลอฮุอะลัยฮิวะสัลฺลัม ส่วนความหมายของบิดอะฮฺตามทัศนะของนักวิชาการนั้น ท่านมุหัมฺมัด บิน หุสัยนฺ อัญฺญัยฺซานียฺ ได้ให้ทัศนะว่า บิดอะฮฺนั้นคือ สิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ใน ศาสนาของอัลฺลอฮฺ โดยที่สิ่งดังกล่าวนั้นไม่มีตัว บทหลักฐานใด ๆ ที่จะมารองรับหรือชี้ประเด็นที่อนุญาตให้กระทำในสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่นั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวบทที่ เฉพาะเจาะจงหรือตัว บทที่เป็นการทั่วไป

2.2.1 ผลร้ายของบิดอะฮฺ

บิดอะฮฺ หรือ การอุตริกรรมศาสนาเป็นสิ่งที่ต้องห้ามเป็นสิ่งที่นำไปสู่การหลงผิด ดังคำกล่าวของท่านนบีมูหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า

مَنْ أَحْدَثَ فِيْ أَمْرِ نَا مَالَيْسَ فِيْهِ فَهُوَ رَدٌّ

ใครก็ตามที่ปฏิบัติการงานใดก็ตามซึ่งไม่มีแบบอย่างจากฉัน การงานนั้นจะไม่ถูกตอบรับ

(มุสลิม ศอหีหฺ หมวดอักฎียะฮฺ บรรพนักดุลอะหฺกามอัลบาฏิละฮฺ วะรอดดุมุหฺดะษาติลอุมูร เลขที่ : 4467.)

หะดีษบทนี้ได้ชี้ให้เห็นว่า สิ่งประดิษฐ์ที่เกิดขึ้นใหม่ในกิจการศาสนา คือบิดอะฮฺหรือการอุตริกรรม เป็นสิ่งที่เป็น โมฆะ และนำไปสู่ความหลงผิดใน กิจการศาสนา

                สิ่งที่เป็นบิดอะฮฺหรืออุตริกรรมนั้นมีผลกระทบต่อ
                1. ผู้ที่กระทำบิดอะฮฺหรือผู้ที่อุตริในกิจการศาสนา
                2. ผู้ที่กระทำตามผู้ก่อบิดอะฮฺในกิจการศาสนา (ผู้ตาม)
                3. ศาสนาอิสลาม
                4. ประชาชาติมุสลิม

                ดังนั้นผลร้ายที่ประสบกับบุคคลที่กล่าวไปแล้วข้างต้นพอที่จะอธิบายผลร้ายที่ประสบกับบุคคลเหล่านั้นได้ดังนี้

2.2.1.1 ผลร้ายของผู้ที่ทำบิดอะฮฺหรืออุตริกรรมในเรื่องของศาสนา
               
       กล่าวคือผู้ที่กระทำบิดอะฮฺหรืออุตริกรรมในศาสนาเป็นผู้ที่ก้าวก่ายในสิทธิของอัลลอฮฺ สุบหาานะฮูวะตะอา ลาในการกำหนดกฎเกณฑ์ของ ศาสนาอิสลาม ซึ่งสิทธินี้เป็นสิทธิของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เพียงองค์ เดียว ดังนั้นผู้กระทำบิดอะฮฺคือผู้กำหนดกฎเกณฑ์ของศาสนาให้กับ ศาสนชนในการภักดีต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลาในกิจการศาสนาที่เขาได้กำหนดหรือประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ ซึ่งการกระทำเหล่านี้เป็นการก้าว ก่ายสิทธิ ของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เพราะพระองค์เท่านั้นเป็นผู้กำหนดขอบเขตในการภักดีของบ่าวของ พระองค์ และท่าน นบีมูหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม คือผู้ที่เผยแพร่ของขอบเขตที่พระองค์อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะ ตะอาลาได้กำหนดแก่ประชาชาติของท่าน

เพราะฉะนั้นบิดอะฮฺที่เกิดขึ้นใหม่ของผู้กระทำที่จะนำไปสู่ความหลงผิดดังนี้

1. ผู้กระทำบิดอะฮฺ เป็นการก้าวก่ายสิทธิเพียงองค์เดียวของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาในการกำหนด ขอบเขต บทบัญญัติของพระองค์ ให้กับบ่าวของพระองค์

2. ผู้กระทำบิดอะฮฺ คิดว่าการกำหนดขอบเขตในบทบัญญัติของพระองค์อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เป็นสิ่งที่บก พร่องและไม่มีความ สมบูรณ์อยู่ ดังนั้นเขาจึงประดิษฐ์กิจการเหล่านั้นขึ้นมาให้สมบูรณ์

ดังนั้นจากสองกรณีข้างต้นที่ผู้กระทำบิดอะฮฺได้ก่อขึ้นจึงแสดงให้เห็นความหลงผิด โมฆะ และเป็นสิ่งต้องห้าม ในอิสลาม

2.2.1.2 ผลร้ายของการปฏิบัติตามผู้นำทำบิดอะฮฺในเรื่องศาสนา

บิดอะฮฺมีผลกระทบต่อผู้ที่กระทำตามผู้ก่อบิดอะฮฺ กล่าวคือ ผู้ปฏิบัติตามผู้ก่อบิดอะฮฺมีการภักดีต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ด้วยกิจ การศาสนาที่ถูกบิดเบือนเป็นกิจการศาสนาที่มิได้สั่งไว้ และมิใช่เป็นแนวทางในการ ภักดีต่อ พระองค์ โดยที่มีการละทิ้งสุนนะฮฺของท่านนบีมูหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้วหันมาปฏิบัติใน กิจการศาสนาที่เป็นบิดอะฮฺขึ้นสุดท้ายก็จะทำให้ศาสนาเกิดความเสื่อมเสีย

และอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ได้แจ้งแก่มนุษย์ถึงโทษของบรรดาผู้ที่ยึดความหลงผิดของผู้ก่อบิดอะฮฺและจะ ทำให้พวกเขาได้รับรู้ ถึงสัจธรรม และไปสู่สัจธรรม ดังที่พระองค์ได้ตรัสว่า

وَقَالَ الَّذِينَ اتَّبَعُوا لَوْ أَنَّ لَنَا كَرَّةً فَنَتَبَرَّأَ مِنْهُمْ كَمَا تَبَرَّءُوا مِنَّا كَذَلِكَ يُرِيهِمُ اللَّهُ أَعْمَالَهُمْ حَسَرَاتٍ عَلَيْهِمْ وَمَا هُمْ بِخَارِجِينَ مِنَ النَّارِ

และบรรดาผู้ที่ตามได้กล่าวว่า หากว่าเรามีโอกาสกลับไปอีกครั้งเราก็จะปลีกตัวออกจากพวกเขาบ้าง เช่นเดียวกับพวกเขาได้ปลีก ตัวออกจากพวกเราในทำนองเดียวกันนั่นแหละอัลลอฮฺจะทรงให้พวกเขา เห็นงานต่าง ๆ ของพวกเขา เป็นสิ่งน่าเสียใจแก่พวกเขา และพวกเขาจะไม่ได้ออกจากไฟนรกด้วย

(สูเราะหฺ อัลบากอเราะฮฺ 2 :167)

2.2.1.3 ผลร้ายต่อศาสนาอิสลาม

ผลร้ายของบิดอะฮฺยังกระทบต่อศาสนาอิสลาม กล่าวคือบิดอะฮฺทำให้บทบัญญัติกฎเกณฑ์ของศาสนาถูกปิดบัง และทำให้ศาสนาเกิด ความไม่สมบูรณ์ขึ้น

ผลกระทบจากบิดอะฮฺที่ทำให้ศาสนาเสื่อมเสียมีดังนี้

1. บิดอะฮฺเป็นสาเหตุหนึ่งในการทำให้บัญญัติของศาสนามีการเพิ่มและลด หรือทำให้ศาสนาขาดความสมบูรณ์
2. บิดอะฮฺเป็นสาเหตุหนึ่งของการหลีกเลี่ยง และไม่มีความเชื่อถือต่อบทบัญญัติของศาสนา

ซึ่งสาเหตุข้างต้นล้วนเป็นที่มาของความเสื่อมเสียในศาสนา ทำให้ศาสนาถูกกำหนดขอบเขตโดยมนุษย์ และจะทำ ให้ศาสนา ขาดความสมบูรณ์ ครอบคลุมดังที่อัลลอฮฺสุบหานะฮูวะตะอาลา ได้กำหนดขอบเขตศาสนาไว้แล้ว

2.2.1.4 ผลร้ายต่อประชาชาติอิสลาม

ผลร้ายของบิดอะฮฺหรืออุตริกรรมยังมีผลกระทบต่อประชาชาติอิสลามกล่าว คือทำให้เกิดความบาดหมางโกรธ แค้น ระหว่างบรรดา มุสลิมด้วยกัน โดยที่ผู้กระทำบิดอะฮฺต่างก็ส่งเสริมและช่วยเหลือให้ทำกิจการศาสนาตามที่ตน ได้ประดิษฐ์ขึ้น แล้วกล่าวว่าการประดิษฐ์มานั้นเป็น สุนนะฮฺของท่านนบีมูหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม   เมื่อ เป็นเช่นนั้นสุนนะฮฺของท่านนบีมูหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม   อย่างแท้จริงแล้วจำเป็นจะต้องให้ ความกระจ่างแก่พวกเขาในความถูกต้องตามสุนนะฮฺ อย่างแท้จริงเมื่อต่าง  ฝ่ายต่างก็อ้างว่าเป็นสุนนะฮฺของ ท่านนบีมูหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็จะทำให้ประชาชาติของอิสลามเกิดการแบ่งแยกเป็นพรรค เป็นพวกขึ้นและแต่ละกลุ่มต่างก็มีจุดยืนเป็นของ ตัวเอง ดังนั้นจึงมีการไม่ยอมรับต่อกลุ่มตรงกันข้ามและสุดท้าย ก็จะทำให้แต่ละกลุ่มคิด ว่ากลุ่มอื่นเป็นผู้ปฏิเสธสุนนะฮฺของ ท่านนบีมูหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม

2.3.1.5 จุดยืนของสลัฟต่อบิดอะฮฺ

จุดยืนของนักปราชญ์รุ่นก่อนต่อบิดอะฮฺ โดยที่พวกเขาปฏิบัติต่อผู้ที่กระทำบิดอะฮฺต่าง ๆ แตกต่างกันไป บางคนมี หน้าที่ปฏิเสธชัดเจนต่อผู้กระ ทำบิดอะฮฺ โดยการไม่ยุ่งเกี่ยวกับพวกที่กระทำบิดอะฮฺ ไม่พบปะพูดคุยกับพวกเขา บางคนถึงกับต้องทำสงครามกับพวกเขา เป็นต้น

ส่วนหนึ่งของจุดยืนของสลัฟดังนี้ คือ

1. การอบรมและการว่ากล่าวพร้อมกับเฆี่ยน โบย ซึ่งเป็นการกระทำของท่านอุมัร อิบนุค็อฏฏ็อบ ต่อ ศอเบฆ อิบนุ อัสลฺ

2. ห้ามจากการพบปะ พูดคุยกับผู้ที่ทำบิดอะฮฺ และสั่งให้ออกห่างจากพวกเขา ตัดขาดกับพวกเขา และควรละทิ้ง การโต้เถียงกับพวกเขา

3. ทำความเข้าใจในความถูกต้องให้กับพวกเขา ดังที่ อับดุลลอฮฺ อิบนุ อับบาส ปฏิบัติต่อพวกคอวาริจ

4. ทำสงครามกับพวกเขา โดยเป็นการกระทำของท่าน อาลี อิบนุ อะบีฏอลิบต่อพวกคอวาริจ

5. การพกดาบเพื่อเป็นการขู่ให้พวกเขาออกจากการปฏิบัติบิดอะฮฺ ดังที่อิหม่ามอะหฺหมัดได้ปฏิบัติ

6. ทำในสิ่งที่เป็นสุนนะฮฺให้ชัดเจน ซึ่งเป็นการกระทำของท่าน อะหฺหมัด อิบนุ หัมบัล

7. การพบปะกับพวกกระทำบิดอะฮฺ และเยี่ยมเยียนพวกเขา และให้พวกเขาละทิ้งจากการกระทำในสิ่งที่เป็นบิดอะฮฺ ซึ่งเป็นการกระทำของ ท่าน อะหฺหมัด อิบนุ หัมบัล ต่อพวกรอฟีเฎาฮฺคนหนึ่ง

 8. จาก อุมมุดัรดาอฺ กล่าวว่า วันหนึ่งอบูดัรดาอฺเข้ามาในบ้านด้วยความโกรธ แล้วนางถามว่า ท่านเป็นอะไรไป ถึงได้โกรธเช่นนี้ เขา ตอบว่า ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา แท้จริงฉันไม่รู้ ในตัวของพวกเขาจาก คำสั่งของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นอกเสียจากว่าพวกเขาทำการละหมาดทั้งหมดพร้อมกัน


ย้อนกลับ ตอนที่ 1                                                                                                                  ถัดไป ตอนที่ 3

 


@ เขียนโดย เว็บมาสเตอร์ warasatussunnah.net  E-mail : warasatussunnah@hotmail.com  วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 55 เวลา 18.00 .