บิดอะหฺและหลักความเชื่อ  ตอนที่ 1



โดย  อ.อับดุลฮากีม มังเดชะ

 

 

นิยามและความหมายของ บิดอะฮฺ และ หลักความเชื่อ

คำนำบท

อัลอิสลามคือบทบัญญัติแห่งโองการวะหฺยูที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาประทานมายังท่านนบีมุหัมมัด  บิน อับดิลลาฮฺ ศ็อลลัลลอ ฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้วถูกแสดงออกมาผ่าน 2 แนวทางด้วยกันคืออัลกุรอ่านและซุนนะฮฺ

وَمَا يَنْطِقُ عَنِ الْهَوَى إِنْ هُوَ إِلَّا وَحْيٌ يُوحَى

และเขา (มุหัมมัด) มิได้กล่าวออกมาจากอารมณ(ตนเอง) เว้นแต่มันคือวะหฺยูที่ถูกวิวรณ์แก่เขา

(อัน-นัจญฺมิ : 3-4)

และอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา มิทรงนำร่อสู้ล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ของพระองค์กลับไป จนกว่าศาส นานี้สมบูรณ์เสียก่อน กระทั่ง ฮัจญะตุลวะดาอฺ (ปีฮ.ศ.ที่10) หรือก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต (วะฟาต) เพียงไม่กี่เดือน โองการบทหนึ่งก็ถูกประทานลงมาคือ

الْيَوْمَ أَكْمَلْتُ لَكُمْ دِينَكُمْ وَأَتْمَمْتُ عَلَيْكُمْ نِعْمَتِي وَرَضِيتُ لَكُمُ الْإِسْلَامَ دِينًا

วันนี้เรา (อัลลอฮฺ)ได้ทำให้สมบูรณ์แก่พวกเจ้าแล้วซึ่งศาสนาของพวกเจ้า และเราได้ทำให้ความครบ ถ้วนแล้วซึ่งความเมตตาของเรา และเรายินดีให้อิสลามเป็นศาสนาแก่พวกเจ้า

(อัล-มาอิดะฮฺ : 3) 

 บรรดามุสลิมยุคแรกหรือเศาะหาบะฮฺต่างดำรงอยู่บนความถูกต้อง ปฏิบัติตามอัล-กุรอ่านและเจริญรอยตามสุน นะฮฺร่อสู้ล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะสัลลัมของพวกเขาอย่างเคร่งครัด มิเคยแสวงหาแนวทางอื่นหรือคิดอุตริบิดอะฮฺ ใดๆขึ้นมาในเรื่องศาสนา ตลอดช่วงเวลาที่ท่านนบี ศ็อลลัล ลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อยู่ร่วมกับพวกเขา และเมื่อท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เสียชีวิตลงไม่นานบิดอะฮฺแรกก็เกิดขึ้นนั้นคือบิดอะฮฺ การไม่ยอมจ่ายซะกาต ของมุสลิมกลุ่มหนึ่ง จนท่านอบูบักรฺ (ฮ.ศ. 11-13) ต้องส่งกองทัพไปปราบจึงสงบลงได้ และในสมัยท่านอุมัร (ฮ.ศ.13-23) ก็เกิดบิดอะฮฺย่อยๆขึ้นมาบ้างแต่ทุกอย่างโดนกำราบลงด้วยความเข้มแข็งและเที่ยงธรรมของเคาะ ลีฟะฮฺ

ในสมัยของท่านอุษมาน (ฮ.ศ.23-35) อาณาจักรอิสลามเริ่มแผ่ขยายอย่างกว้างไกล และเกิดฟิตนะฮฺต่าง ๆ ขึ้นมา โดยการยุแหย่ของชาวยิวและ พวกมุนาฟิกกลุ่มหนึ่งเพื่อให้สังคมมุสลิมเกิดความสั่นคลอน จนกระทั่งสุดท้ายท่าน อุษมานเองก็ต้องจบชีวิตไปในเหตุการณ์ดังกล่าวต่อมาเมื่อ ท่านอาลี (ฮ.ศ.35-40) ก้าวขึ้นเป็นเคาะลีฟะฮฺ ท่าม กลางความวุ่นวายภายหลังการถูกสังหารของท่านอุษมาน ก็ได้เกิดขัดแย้งกันเองระหว่าง ชนกลุ่มมุสลิมด้วยสา เหตุทางการเมืองและสงครามรบพุ่งต่อกันหลายครั้ง จนก่อให้เกิดความคิด ความเชื่อที่เป็นบิดอะฮฺของมุสลิม 2 กลุ่มที่แปลก แยกไปจากมุสลิมกลุ่มใหญ่คือ

1.บิดอะฮฺพวกเคาะวาริจญฺที่หุก่มว่าท่านอาลีและผู้สนับสนุนเป็นกาฟิร
 2.บิดอะฮฺพวกชีอะฮฺที่ยกย่องและเชิดชูท่านอาลีจนกลายเป็นความคลั่งไคล้

ปลายยุคของเศาะหาบะฮฺหรือราวสมัยเคาะลีฟะฮฺอับดุลมาลิก บินมัรวานแห่งวงศ์อุมัยยะฮฺ (ฮ.ศ.73-86) ก็เกิดบิด อะฮฺพวกมุรญีอะฮฺ และบิดอะฮฺ พวกเกาะดะรียะฮฺขึ้นและในยุคต้นของตาบิอีนหรือยุคปลายของวงศ์อุมัยยะฮฺ (ราวฮ.ศ.130) ก็เกิดบิดอะฮฺพวกมุอฺตะซีละฮฺ ญะฮามียะฮฺ  และพวกมุชับบะฮฺขึ้นอีก ซึ่งพวกบิดอะฮฺข้างต้นเหล่านี้ เองคือรากเหง้าหรือบ่อเกิดของพวกบิดอะฮฺกลุ่มต่าง ๆ ในกาลเวลาต่อมาเมื่อเข้าสู่ยุคแห่ง การตักลีด (เริ่มต้นจาก ศตวรรษที่4 ของปีฮิจญเราะฮฺ) อุมมะฮฺอิสลามส่วนใหญ่ก็กลับไปยึดติดอยู่กับกรอบความคิดทางฟิกฮฺและการตะ อัศศุบ มัซฮับต่าง ๆ อย่างหลับหูหลับตาซึ่งเท่ากับ ยิ่งเพิ่มความขัดแย้งและแตกแยกมากขึ้นไปอีกจนยากสู่การ กลับสู่เบ้าหลอมเดิมของอิสลามอย่างแท้ จริงและเป็นเอกภาพกันได้

ที่กล่าวมาทั้งหมดได้ตกทอดกลายมาเป็นชนมุสลิมยุคปัจจุบันที่มีความคิด ความเชื่อและการปฏิบัติแตกต่างกันไป ซึ่งบางกลุ่มยังมีสิ่งที่เป็นชีรกฺ คุรฟาตและบิดอะฮฺต่างๆมากมายทั้งในด้านอะกีดะฮฺและอิบาดะฮฺหรือพิธีกรรมต่าง ๆ

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวไว้ว่า

أُوصِيكُم بِتَقوَى اللهِ وَالسَّمعِ وَالطَّاعَةِ وَإِن تَأَمَّرَ عَلَيكُم عَبدٌ حَبَشِيُّ وَإِنَّهُ مَن يَعِش مِنكُم فَسَيَرَى إِخِتلَافًا كَثِيرًا فَعَلَيكُم بِسُنَّتِي وَسُنّةِ الخُلََفَاءِ الرَّاشِدِينَ المَهدِيِينَ عَضُّوا عَلَيهَا بِالنَّوَاجِد وَإِيَّاكُم وَمُحدَثَاتِ الأُمُورِ فَإِنَّ كُلَّ بِدعَةٍ ضَلَالَة

“ฉันสั่งเสียพวกท่านให้ดำรงไว้ซึ่งการยำเกรงต่ออัลลอฮฺ ซุบหานะฮูวะตะอาลา ฟังและเคารพ คำสั่งใช้ ที่พวกท่านควรยึด พวกท่าน คนใดมีชีวิตอยู่ในกาลต่อไป เขาก็จะได้เห็นการแตกแยกอย่างมากมาย ดังนั้นขอพวกท่านจงปฏิบัติตามซุนนะฮฺของฉัน และซุนนะฮฺ ของบรรดาเคาะลีฟะฮฺ (ทั้ง4) ผู้เที่ยงธรรม จงยึดมันเอาไว้ และกัดมันไว้ให้แน่นด้วยฟันกราม พวกท่านจงระวังการอุตริ ในกิจการต่าง ๆ (ทางศาสนา) เพราะทุกสิ่งที่อุตรินั้นเป็นบิดอะฮฺ และทุกบิดอะฮฺเป็นความหลงผิด”

(นาวาวียฺ ริยาฎุศศอลิหีน หมวดอัลอัมรุบิลมุฮาฟะศอติอะลัศสุนนะหฮฺวะอาดาบิฮา. อัชชารีกะหฺอัลญะซาอิรี่ยะฮฺ อัลบะนานี่ยะฮฺ 1427.  เลขที่: 157)

ฉะนั้นทางรอดจากสภาพแห่งความหลงผิดและแตกแยกนั้นก็คือการหวนคืนสู่อัส-สุนนะฮฺเท่านั้น ซึ่งสุนนะฮฺในที่นี้ หมายถึงสิ่งต่างๆที่ถูกกระทำ ถูกกล่าว และถูกยอมรับเอาไว้โดยท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เพื่อเป็น แบบอย่างแก่อุมมะฮฺตลอดช่วงเวลาแห่งการเป็นนบีของท่าน และยังรวมถึงสุนนะฮฺของเคาะลีฟะฮฺอัร-รอชิดีน หลักจากนั้นด้วยอันได้ที่มาจากการวินิจฉัย (อิจญฺติฮาด) ของบรรดาเศาะหาบะฮฺอาวุโสในช่วง เคาะลีฟะฮฺทั้ง 4 ซึ่งล้วนสอดคล้องกับเจตนารมณ์แห่งสุนนะฮฺของนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ข้างต้น สุนนะฮฺในที่นี้มีทั้งสุน นะฮฺในเรื่องหลัก ๆ และปลีกย่อย แต่ทุกอย่างล้วนมีความสำคัญและต้องปฏิบัติตามสุดกำลังทั้งสิ้น

ขณะที่บิดอะฮฺ ก็คือสิ่งอันเป็นอุตริกรรมทั้งหลายทางศาสนาไม่ว่าจะอยู่ในรูปของความเชื่อ (ดั่งคำเชื่อของพวก หลงผิดต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว ข้างต้น) หรือการปฏิบัติอิบาดะฮฺซึ่งไม่มีรูปแบบจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัย ฮิวะสัลลัม และเคาะลีฟะฮฺอัร-รอชิดีน และมิถูกยอมรับด้วยหลัก เกณฑ์ใด ๆ ทางศาสนา เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องหลีก ห่างจะปฏิบัติมิได้ บิดอะฮฺมีหลายประเภทและหลายระดับความชั่ว บางอย่างก็เข้าข่ายชีริกหรือ กุฟุรฺซึ่งทำให้หลุด ออกจากศาสนาและบางอย่างก็เป็นมะอฺศียะฮฺ หรือฟาสิก

ซึ่งบิดอะฮฺนั้นเกิดขึ้นก็เนื่อง 2 สาเหตุสำคัญคือ

1. เกิดจากการพยายามเข้าใกล้ต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ด้วยรูปแบบของอิบาดะฮฺต่าง ๆ ที่อุตริขึ้นเอง (โดยคิดว่าดี) ทั้งที่มันไม่มีในบท บัญญัติ

2. เกิดจากการปฏิบัติอิบาดะฮฺในรูปแบบที่เกินเลย หรือบกพร่องไปจากที่มีในบทบัญญัติ

2 ประการนี้ล้วนเป็นบิดอะฮฺที่หลงผิด และไม่เป็นที่ยอมรับจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา อย่างเด็ดขาด ดั่งที่ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัย ฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

مَنْ أَحْدَثَ فِيْ أَمْرِ نَا مَالَيْسَ فِيْهِ فَهُوَ رَدٌّّ

บุคคลใดอุตริสิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้นมาในกิจการงาน(ศาสนา)ของเรานี้ซึ่งมันมิได้มาจากศาสนา ดังนั้นมัน ย่อมไม่ถูกยอมรับ

(มุสลิม ศอหีหฺ หมวดอัลอักฎิยะฮฺ บรรพนักดุลอะหฺกามอัลบาฏิละฮฺวะรอดดุมุหฺดะซาติลอุมูร. เลขที่: 4467)


ถัดไป ตอนที่ 2

 


@ เขียนโดย เว็บมาสเตอร์ warasatussunnah.net  E-mail : warasatussunnah@hotmail.com วันที่ 12 ตุลาคม 54 เวลา 09.00 .