อะกีดะฮฺและมันฮัจของอิมามอัช-ชาฟิอียฺี  ตอนที่ 3



โดย  ชมรมมุสลิมตาสา

 

3. หลีกห่างจากอารมณ์นัฟซู

นั่นคือห่างไกลจากบรรดานักอุตริในวิชาวิภาษวิทยา (อิลมุ กะลาม) อุตริ (บิดอะฮ์) หมายถึง การสร้าง คิดประดิษฐ์ ขึ้นมาใหม่ในเรื่องศาสนา ซึ่งไม่เคยมีแบบอย่างมาก่อน ให้ดูเหมือนว่าเป็นเรื่องศาสนาหรือเทียบเคียงกับศาสนา และมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มความจริงจังหรือเข้มข้นในการประกอบอิบาดะฮ์ (อัลเอียอ์ติศอม : 1/36)

อิหม่ามอัชชาฟิอีย์ กล่าวว่า : “สิ่งอุตริแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1 - อุตริที่ขัดแย้งกับอัลกุรอ่าน อัสซุนนะฮ์ คำพูดเศาะฮาบะฮ์ และอิจญ์มาอ์ คืออุตริที่หลงผิด

2 - อุตริที่ไม่ขัดแย้งกับอัลกุรอ่าน อัสซุนนะฮ์ คำพูดเศาะฮาบะฮ์ และอิจญ์มาอ์ คืออุตริที่ดี

จากคำพูดของอิหม่ามอัชชาฟิอีย์นี้ แสดงให้เห็นว่า อุตรินั้นมี 2 ประเภท คือ อุตริที่ดีและไม่ดี กล่าวคือ อุตริที่สอดคล้องกับอัสซุนนะฮ์ ก็เป็นอุตริที่ดี ส่วนที่ขัดแย้งกับอัสซุนนะฮ์ ก็เป็นอุตริที่ไม่ดี ” (หิลยาน อัลเอาลิยาอ์ : 9/113 , อัลบะอษ์ อะลา อิงการิล บิดอะฮ์ หน้า : 15)

อุตริทั้ง 2 ประเภทนี้ ตามทัศนะของอิหม่ามอัชชาฟิอีย์ เป็นความหมายอุตริในแง่ภาษา มิใช่ในด้านศาสนา หากเป็นเรื่องศาสนา ก็แสดงว่าศาสนาอิสลามยังไม่สมบูรณ์ จำเป็นที่จะต้องมีการเพิ่มเติม แก้ไขในเรื่องคำสอนหรือโครงสร้าง ทั้ง ๆ ที่ศาสนาอิสลามนี้สมบูรณ์ในทุกด้าน ทั้งโครงสร้างและคำสอน ดังนั้น อุตริในแง่ศาสนาหรือวิชาการนั้น มีแต่อุตริที่ไม่ดีหรือบิดอะฮ์ที่หลงผิดทั้งสิ้น เพราะสิ่งที่ดีนั้น เป็นคุณลักษณะสำคัญและสิ่งจำเป็นในอิสลาม

หลีกห่างนักอุตริ ตามทัศนะอิหม่ามอัชชาฟิอีย์

ซะลัฟชนแนะนำว่า ไม่ควรคลุกคลีกับนักอุตริมากนั้น อิหม่ามอัดดาริมีย์ รายงานจากอะบู กิลาบะฮ์ ได้กล่าวว่า : “เจ้าอย่าเป็นมิตรกับผู้ที่เป็นทาสอารมณ์ใคร่ (นักอุตริ) และอย่าโต้ถียงกับพวกเขา เพราะฉันเกรงว่าเจ้าจะตกหลุม พรางของพวกเขา และได้รับอิทธิผลทางความคิดที่ผิด ๆ จนทำให้เจ้ามีความคลางแคลงใจในสิ่งที่เจ้ายึดมั่น และมั่นใจมาก่อน(ซุนันดาริมีย์ : 1/108)

อิหม่ามอัลฮะซัน อัลบัศรีย์ และท่านอิบนุ ซิรีน ได้กล่าวว่า : “เจ้าอย่าเป็นมิตรกับผู้ใคร่ในอารมณ์ อย่าโต้แย้งและรับฟังคำพูดและความเห็นของพวกเขา อย่าคบค้าสมาคมกับนักอุตริ เพราะจะทำให้เกิดความ มัวหมองแก่จิตใจของเจ้า(อัลบะอษ์ อะลา อิงการิล บิดอะฮ์ หน้า : 47)

นี่เป็นแนวทางของมัซฮับอิหม่ามอัชชาฟิอีย์ ท่านเองได้อพยพจากกรุงแบกแดดไปยังอียิปต์ เพราะในตอนนั้นแนวทางมุอ์ตะซิละฮ์ (โดยใช้หลักปรัชญาในเรื่องอะกีดะฮ์)  มีอิทธิผลมากถึงขั้นระดับรัฐบาล ท่านได้กล่าวว่า “ฉันจะไม่โต้ถียงกับผู้ใด ที่ฉันเห็นว่าเขาผู้นั้นตกอยู่ในความหลงผิด(มะนากิบ อัชชาฟิอีย์ ของอิหม่ามบัยฮากีย์ : 1/175)

อิหม่ามอัชชาฟิอีย์ ได้กล่าวโทษแก่นักอุตริที่หลงผิดอย่างชัดเจนว่า เป็นผู้ปฏิเสธ อย่างเช่น ผู้ที่ยึดมั่นว่า อัลกุรอ่านเป็นสิ่งที่ถูกสร้าง (มัคลูก) ดังปรากฏว่าฮัซฟุล ฟัรดีย์ เป็นผู้หนึ่งที่เชิ่อว่า อัลกุรอ่านนั้นเป็นมุคลูก อิหม่ามอัชชาฟิอีย์ ได้กล่าวว่า “เจ้าได้ปฏเสธต่ออัลลอฮ์แล้ว(อ้างแล้ว : 1/407)

อิหม่ามอัชชาฟิอย์ กล่าวอีกเช่นกันว่า “อนึ่ง หากมีคนบอกว่า นักอุตรินั้นมีความสามารถบินในอากาศได้ ฉันก้จะไม่เชื่อในคำพุดของเขา (แม้ว่าจะมีความสามารถเพียงใดก็ตาม) ดังคำกล่าวที่ว่า หากบางคนอ้างว่าสามารถบินไปในอากาศ หรือเดินบนกระแสน้ำ แต่พฤติกรรมของพวกเขาเนรคุณต่ออัลลอฮ์ แน่แท้เขาผู้นั่น เป็นผู้ที่หลงผิดและเป็นนักอุตริ(อ้างแล้ว : 1/107)


ย้อนกลับ ตอนที่ 2                                                                                                                                    

 


@ เขียนโดย เว็บมาสเตอร์ warasatussunnah.net  E-mail : warasatussunnah@hotmail.com วันที่ 18 มกราคม 58 เวลา 15.30 น.